พระสยามเทวาธิราช ในความเชื่อของคนไทย

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ที่ค้นหาได้อย่างง่ายดายในกูเกิลได้กล่าวถึง “พระสยามเทวาธิราช” องค์เทพ หรือเทวดา ที่รับหน้าที่ในการปกปักรักษาแผ่นดินสยามจนผ่านพ้นภยันตรายมาได้หลายต่อหลายครั้ง…ดังนี้

หม่อมเจ้าหญิง พูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดการศึกษาประวัติศาสตร์มีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ

คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่เป็นแม่นมั่น จึงสมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นเพื่อสักการบูชา

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ขึ้นรูปหล่อเทวรูปสมมติขึ้นถวายพระนามว่า “พระสยาม เทวาธิราช” ประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณตราบจนทุกวันนี้

พระสยามเทวาธิราชเป็นเทพที่ทรงยืนถือพระขรรค์ไว้ในพระหัตถ์ขวา ทั้งองค์มีขนาด 8 นิ้วฟุต หล่อด้วยทองคำแท่งทั้งหมด ซึ่งเมื่ออัญเชิญไปประดิษฐานแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 4 ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะทุกวัน และเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก

ในพระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่างๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่า พระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐานด้วยกุศลผลบุญที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงคุ้มครองป้องกันภัยและโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ”

ครับ! ข้อความทั้งหมดข้างต้นนี้ ผมคัดลอกมาบางส่วนจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีดังกล่าว พอให้ทราบถึงที่มาที่ไปของ พระสยามเทวาธิราช ซึ่งปู่ย่าตายายของเราให้ความเคารพนับถือและส่งมอบต่อมาจนถึงคนรุ่นพวกผมที่เคารพอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

พระสยามเทวาธิราชจะมีจริงหรือเป็นเรื่องที่สมมติขึ้นก็ตามทีเถิด แต่ในช่วงชีวิตที่ผมเติบใหญ่มาจนถึงบัดนี้ ซึ่งต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาหลายๆ ครั้งนั้น

ผม (และเชื่อว่าพี่น้องชาวไทยรุ่นผมอีกจำนวนมาก) ต่างก็ประนมมือก้มกราบอธิษฐานขอพรให้ท่านช่วยปกปักรักษาประเทศไทยของเราและในที่สุดก็ผ่านพ้นภยันตรายต่างๆ มาได้โดยตลอด

รวมทั้ง “ภยันตราย” ใหญ่หลวงอย่างยิ่ง เมื่อครั้งลัทธิคอมมิวนิสต์เผยแพร่มาสู่อินโดจีน จนเพื่อนบ้านของเราล้มแล้วล้มเล่าไปทีละประเทศ จนชาวโลกคาดว่าประเทศไทยจะต้องล้มต่อไปตามทฤษฎี “โดมิโน” อย่างแน่นอน

แต่เราก็ไม่ล้ม และสามารถยืนหยัดมาได้ตราบทุกวันนี้

แน่นอนเรามิได้กราบขอพรพระสยามเทวาธิราชอย่างเดียว หากแต่ทุ่มเทความสามารถในการต่อสู้ทุกรูปแบบในยุคดังกล่าวใช้ทั้งการทูตและการพัฒนาประเทศ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นหลักชัยในทุกๆ ด้าน จนในที่สุดชัยชนะก็เป็นของเรา

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในอดีตหลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้ บรรพบุรุษของเราก็ร่วมกันต่อสู้ในทุกๆ เรื่อง ควบคู่ไปกับขอพรจากพระสยามเทวาธิราชเป็นกำลังใจจึงรอดจากปากเหยี่ยวปากกาของนักล่าเมืองขึ้นมาได้

มาถึงสถานการณ์บ้านเมืองในทุกวันนี้ก็น่าจะเป็นอีกห้วงเวลาหนึ่งที่น่าห่วงใยและเป็นเภทภัยที่ท้าทายประเทศไทยอย่างหนักหนาสาหัสกว่าทุกครั้ง

เพราะเป็นการต่อสู้ในเรื่องความคิดและความเชื่อระหว่างคนไทยด้วยกันเอง กลายเป็น “ช่องว่าง” ระหว่างวัยระหว่างเจนอย่างคาดไม่ถึง

ผมเขียนต้นฉบับวันนี้ในวันที่ 12 กรกฎาคม “วันสุกดิบ” ก่อนการลงมติเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในรัฐสภาเพียง 1 วัน

มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายและอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าจาก 2 ฝ่ายซึ่งมีโอกาสบานปลายไปสู่ความรุนแรงได้หากมีการใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

คนแก่ที่เชื่อมั่นและเคารพซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของประเทศเรามาแต่โบราณกาลอย่างผมจะทำอย่างไรได้ นอกจากกราบขอพรต่อพระสยามเทวาธิราชต่อเนื่องจากข้อเขียนของผมเมื่อวานนี้

ผมทำใจแล้วว่าอะไรจะเกิดก็ต้องให้เกิด แต่ก็ยังหวังในฤทธานุภาพของพระสยามเทวาธิราชขอให้สิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจงเป็นสิ่งที่ดีงาม และไม่บานปลายจนนำความเสียหายใหญ่หลวงมาสู่ประเทศไทยของเราในที่สุด.

“ซูม”

อ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติมได้ที่

พระสยามเทวาธิราช ในความเชื่อของคนไทย, การเมือง, ในหลวงรัชกาลที่ 9, วัฒนธรรม, ประเพณี, ข่าว, ซูมซอกแซก, อธิษฐาน, ขอพร, ปกปักรักษา