ดังที่ทราบกันแล้วว่าจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวที่มีผลกระทบอย่างแรงมาถึงประเทศไทยเราครั้งนี้ก็คือมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของพม่าในปัจจุบัน และเคยเป็นเมืองหลวงล่าสุด ของพม่าก่อนเสียเมืองให้แก่อังกฤษเมื่อ ค.ศ.1884 หรือ พ.ศ.2427
ผมเคยไปกึ่งเที่ยวกึ่งทำบุญและกึ่งศึกษาประวัติศาสตร์ที่เมืองนี้ถึง 2 ครั้ง เมื่อ 10 กว่าปีก่อนโน้นยังจดจำความสุขความดื่มด่ำ ในพระพุทธศาสนา ตลอดจนเรื่องราวประวัติศาสตร์ “พม่าเสียเมือง” ที่เคยอ่านจากหนังสือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เป็นอย่างดียิ่งจนถึงวันนี้
ครั้งแรกผมไปกับคณะของ คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล ท่านประธานของพวกเราชาวไทยรัฐ ซึ่งกรุณา “จัดทัวร์ไหว้พระ” นำผู้อาวุโสของไทยรัฐกว่า 30 คน ขึ้นเครื่องบินจากประเทศไทยไปไหว้พระที่ประเทศพม่าเมื่อ 12-13 ปีก่อนโน้น
ไปนอนที่ย่างกุ้ง 1 คืน และที่มัณฑะเลย์อีก 1 คืน ไหว้ตั้งแต่พระมหาเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้งไปจนถึงวัด “กุโสดอว์” อันเป็นวัดที่มีการเก็บพระไตรปิฎกฉบับสังคายนา เมื่อประมาณ 2,000 ปี ก่อนโน้นเอาไว้อย่างครบถ้วนถึง 84,000 พระธรรมขันธ์
โดยจารึกเป็นภาษาพม่าที่ถอดมาจากภาษาบาลีอีกทอดหนึ่งไว้บนแผ่นหินอ่อนขนาดใหญ่ 729 แผ่นในมณฑปที่สร้างไว้ในวัด
ได้รับการยกย่องว่าแผ่นจารึกพระไตรปิฎกดังกล่าวเป็นหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกโดยยูเนสโกเมื่อปี 2556
เที่ยวที่สองผมกับเพื่อนๆ คอลัมนิสต์ของไทยรัฐยุคโน้นได้รับเชิญจาก ธนาคารกรุงเทพ ไปทอดกฐินที่ย่างกุ้งและชวนไปเที่ยวต่อที่ มัณฑะเลย์ เมื่อ พ.ศ.2558 ร่วม 10 ปีมาแล้ว
ครั้งหลังนี้เราเน้นด้านประวัติศาสตร์โดยใช้เวลากับการเดินชม พระราชวังมัณฑะเลย์ ค่อนข้างยาวนานและเตรียมอ่านหนังสือ “พม่าเสียเมือง” ไปก่อนอย่างดี
ตัวพระราชวังสร้างด้วยไม้สักแกะสลักลวดลายพม่าสวยงามมากเป็นที่ประทับของ พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า (ตำราบางเล่มเรียกว่าพระเจ้าสีป่อ) ผู้ทรงสั่งการให้สู้รบกับทหารอังกฤษที่ยกกำลังมาทางเรือและระดมยิงด้วยอาวุธปืนทั้งปืนใหญ่ปืนยาวทันสมัยในขณะที่ทหารของพระเจ้าธีบอยังแต่งกายแบบนักรบโบราณออกไปทำศึกตามที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์บรรยายไว้ ทำให้ “เสียเมือง” ในที่สุด
ตามประวัติพระเจ้าธีบอ และ พระนางศุภยาลัต พระมเหสี ถูกอังกฤษนำตัวไปควบคุมไว้ที่อินเดีย แม้จะนำพระราชทรัพย์รวมทั้งเพชรนิลจินดาไปด้วยจำนวนมาก แต่ก็ต้องนำออกจำนำหรือขายเพื่อให้มีเงินใช้จ่ายจนหมดไปในที่สุด
หลังจากชมพระราชวังแล้วคณะของเราพร้อมด้วยผู้ใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ยังไปนั่งรับประทานอาหารที่ริมฝั่งแม่นํ้า อิรวดี กันด้วย และมีการร้องเพลง “ผู้ชนะสิบทิศ” ของ ครูไสล ไกรเลิศ ที่มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า “ฟ้าลุ่มอิรวดี คืนนี้มีแต่ดาว” อย่างมีความสุข
เมื่อมาอ่านข่าวล่าสุดว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่มัณฑะเลย์ทำให้ตึกรามบ้านช่องพังทลายไปเกือบครึ่งเมือง และมีผู้เสียชีวิตล่าสุดถึง 1,700 คน ก็รู้สึกใจหายอย่างยิ่ง
มีรายงานว่าบางส่วนของพระราชวังมัณฑะเลย์ก็พลอยเสียหายไปด้วย แต่หวังว่าคงจะเป็นส่วนน้อย เช่นเดียวกับวัดวาอารามต่างๆ รวมทั้งวัดกุโสดอว์ที่ยังอยู่ในความทรงจำของผมมาตลอด
ขอส่งกำลังใจไปปลอบขวัญพี่น้องชาวเมียนมาทุกคนด้วยนะครับ โดยเฉพาะชาวเมืองมัณฑะเลย์ที่เสียหายอย่างหนัก ทั้งอาคารบ้านเรือนและชีวิตผู้คนในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้
ในฐานะชาวพุทธด้วยกัน ผมขอเอาใจช่วย ขอให้ชาวมัณฑะเลย์ จงเข้มแข็งและลุกขึ้นยืนหยัดสู้กับภัยพิบัติครั้งนี้จนสามารถฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่นานนี้นะครับ.
“ซูม”