กำจัด “ขยะ” ท่องเที่ยว ศูนย์เหรียญ/จีนเทา/ยิวเทา?

ในช่วงเวลา 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ กิจการหรือธุรกิจหรือบางครั้งก็เรียกว่าอุตสาหกรรม “การท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นพระเอกของประเทศไทยเรามาตลอดระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 64 ปี นับตั้งแต่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2504…

ทำท่าจะกลายเป็น “ผู้ร้าย” เพราะกลายเป็นที่สงสัยของสังคมไทยอยู่พอสมควรทีเดียว จากปัญหาบางปัญหาที่เกิดขึ้น

เช่น ปัญหา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ก่อกวนทั้งคนไทยเราเองและชาติอื่น ๆ อีกหลายชาติ รวมทั้งชาติจีนด้วยที่ตั้งอยู่ในเขตแดนเมียนมาใกล้ๆอำเภอแม่สอดของเรา…

ไปจนถึงปัญหา “จีนเทา” ที่นอกจากจะร่วมมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว ยังกระจัดกระจายทำอะไรเทา ๆ ร่วมกับ “ข้าราชการไทยเทา” ที่โน่นที่นี่กระจายไปทั่วประเทศ

เหตุที่ “ธุรกิจท่องเที่ยว” ทำท่าจะถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายก็เพราะรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเต็มเหนี่ยวเกินไป เปิดฟรีวีซ่าให้กับชาติต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาบ้านเราได้ง่ายขึ้น จึงเดินผ่านไปให้เขาหลอกหรือไปหลอกคนอื่นที่แดนเมียนมาได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม

ในขณะที่รัฐบาลจีนเขาคงอดรนทนไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงขั้นส่งมือปราบของเขามาปราบเองแบบชนิดฉีกหน้ามือปราบประเทศไทยออกเป็นริ้ว ๆ นั่นเอง…ก็มีเรื่องใหม่อีกเรื่องที่คนสงสัยว่าเป็นเพราะนโยบายท่องเที่ยวนี่แหละเป็นเหตุ

คือข่าวที่บอกว่าชาวยิวหรือชาวอิสราเอลนับหมื่นคน บ้างก็ว่ามากถึง 30,000 คน เข้ามาอยู่อาศัยแบบทำท่าจะอยู่ “ถาวร” ที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงขนาดมีการสร้าง “โบสถ์ยิว” ขึ้นที่โน่น สำหรับชาวยิวโดยเฉพาะ แม้แต่คนไทยก็เข้าไปไม่ได้

ทำให้เกิดกระแสต่อต้านชาวยิวหรือชาวอิสราเอลที่จะมาอยู่ถาวรที่อำเภอปายอย่างใหญ่หลวง

เกิดการร้องทุกข์ร้องเรียนและเกิดเสียงวิจารณ์ว่า เพราะส่งเสริมการท่องเที่ยวมากไป จึงเกิดปัญหา “ปายเลสไตน์” ขึ้นด้วยประการฉะนี้

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไม่ต้องใช้ “วีซ่า” ทำให้ขาดการคัดกรองจนเราได้ทั้ง จีนเทา ส่วน อิสราเอล (จะเป็นสีไหนยังไม่ทราบ ผมก็เรียกไปก่อนตามคำร้องเรียนว่า “ยิวเทา” ก็แล้วกัน) เข้ามาสร้างความเดือดร้อนอย่างที่เราได้เห็นและได้ยินได้ฟังจากสารพัดสื่อในขณะนี้…จริงหรือไม่?

ผมก็หวังว่ารัฐบาลจะต้องหาทางเข้าไปตรวจสอบ เข้าไปศึกษาหาความรู้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เด็ดขาดต่อไป

หากการท่องเที่ยวอย่างหลวม ๆ จะทำให้เกิดปัญหาในเชิงลบดังกล่าวจริง ๆ ผมก็ไม่ขัดข้องที่รัฐบาลจะหันกลับไปใช้นโยบายที่เข้มข้น คือกลับไปเข้มแบบเก่า เช่น ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า ต้องเสียค่าธรรมเนียมถือเป็นการกลั่นกรองขั้นต้นอย่างที่เคยปฏิบัติมา

แม้ผมจะเห็นด้วยกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปรากฏในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 และทราบดีว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้สร้างรายได้แก่ประเทศไทยสะสมมาอย่างมหาศาลมาจนถึงยุคนี้

แต่ผมก็ตระหนักเช่นกันว่า ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้นก็จะมีผลเสียอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงเกิดขึ้นเสมอควบคู่ไปด้วย ซึ่งเราก็ได้มีการแก้ไขและมีการต่อสู้กับปัญหามาโดยตลอด

เช่น การแก้ไขและฟื้นฟูความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ การเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ตลอดจนความเสียหายทางด้านชื่อเสียง ถูกกล่าวหาว่า เราเป็นเมืองเซ็กซ์บ้าง เมืองอาบอบนวดบ้าง ฯลฯ

บางยุคก็ถูกเหลือบไรมาสูบเอารายได้ไปดื้อ ๆ เช่น ยุคทัวร์ “ศูนย์เหรียญ” ทำให้เราได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหา “จีนเทา” และ “ปายเลสไตน์” หรือ “ยิวสีเทา” ขึ้นอีกเช่นนี้ก็ดีแล้วที่ต้องดับไฟแต่ต้นลม หาสาเหตุให้เจอแล้วแก้ให้ตรงจุด เรายังจะต้องทำมาค้าขายและใช้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งสร้างรายได้ต่อไปอีกนานแสนนาน อย่าให้ ทุกอย่างทรุดหนักไปมากกว่านี้นะครับ.

“ซูม”