นับตั้งแต่วันที่พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ซึ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนให้มาประดิษฐานในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 มาจนถึงวันนี้อาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นเวลา 68 วันแล้ว จึงยังเหลือเวลาที่จะประดิษฐาน ณ ประเทศไทย อีกเพียง 5 วันเท่านั้น
แต่ถ้านับตั้งแต่เช้าวันนี้ซึ่งยังมีเวลาอีกทั้งวันไปจนถึงค่ำวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ อันเป็นวันสุดท้ายที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะได้ถึงเวลา 20.00 น.นั้น เรายังมีโอกาสที่จะไปกราบสักการะได้ถึง 6 วันเต็มๆ
ผมในฐานะหัวหน้าทีมซอกแซกจึงใคร่ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนเพื่อเตือนความทรงจำของท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่งจะได้เตรียมตัวเตรียมใจไปกราบสักการะพระเขี้ยวแก้วในสัปดาห์สุดท้ายได้อย่างทันท่วงที
อย่าลืมนะครับ…จะมีพิธีอัญเชิญท่านเสด็จกลับสาธารณรัฐประชาชนจีนในเช้าวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้แล้ว หากไม่หาโอกาสไปกราบใน 6 วันดังกล่าวก็คงต้องเดินทางไปกราบถึง วัดหลิงกวง ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาด้านตะวันออกของกรุงปักกิ่ง อันเป็นที่ประดิษฐานถาวรของพระบรมสารีริกธาตุองค์นี้ในโอกาสต่อๆไป
ผมเองเพิ่งจะมีโอกาสสักการะเมื่อค่ำวันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่เองครับ บังเกิดความประทับใจสุขใจและอิ่มเอิบอย่างบอกไม่ถูก ขออนุญาตนำมาบันทึกกราบเรียนท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้
ผมได้รับคำแนะนำมาว่าขอให้ไปช่วงเย็นๆ หรือค่ำๆเพราะนอกจากอากาศจะไม่ร้อนมาก หรือในช่วงนี้อาจจะยังเย็นๆอยู่ด้วยซ้ำไปแล้ว ยังจะได้เห็นการประดับไฟต่างๆรอบๆ องค์พระมณฑป อันเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วที่สวยงามอย่างยิ่ง
ที่สำคัญด้วยอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายในฤดูนี้ หากเราจะนั่งสวดมนต์ภาวนาหรือนั่งสมาธิตามจุดต่างๆ บริเวณสนาม (หญ้าเทียม) ที่ปูไว้อย่างกว้างขวางรอบพระมณฑปก็จะสามารถนั่งได้อย่างสงบกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ
ผมและ “สหายธรรม” จำนวนหนึ่งจึงเดินทางไปถึงสนามหลวงเมื่อเวลา 6 โมงเย็นกว่าเล็กน้อย โดยขับรถไปตามถนนที่ผ่านหน้าโรงละครแห่งชาติ และพอไปถึงจุดเยื้องๆกับประตูเข้าหอประชุมธรรมศาสตร์ก็จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ที่จอดรถ ซึ่งจะอยู่บริเวณด้านเหนือของสนามหลวง และในช่วงนี้มักจะมีที่ว่างเสมอๆ เพราะประชาชนที่ไปสักการะจะหมุนเวียนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
จอดรถแล้วก็เดินย้อนกลับไปทางด้านศาลฎีกา เพราะประตูทางเข้าสู่บริเวณที่ตั้งพระมณฑปจะอยู่บริเวณดังกล่าว และจะต้องมีการตรวจตราเพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกบัตรประชาชนติดตัว ไปด้วย
เมื่อเข้าไปสู่บริเวณด้านในแล้ว ขอแนะนำให้ไปร่วมเดินเวียนสักการะ 3 รอบตามที่พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ปฏิบัติเสียก่อน ซึ่งจะสามารถมองเห็นพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในพระเจดีย์องค์เล็กๆองค์หนึ่ง แม้จะไกลแต่ก็ยังอยู่ในสายตา
เวียนครบ 3 รอบก็ถอยออกมาอธิษฐานขอพร ขอความเป็นสิริมงคลตามที่เราตั้งใจไว้ และเมื่อครบถ้วนแล้วอย่าเพิ่งรีบกลับ หาเวลาและโอกาสดูนิทรรศการที่อยู่รอบๆ ซึ่งมีถึง 5 นิทรรศการเสียก่อน
เริ่มจากนิทรรศการที่ 1 ดับขันธปรินิพพาน มกุฎพันธเจดียสถาน นำเสนอเรื่องราวเมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา
นิทรรศการที่ 2 ว่าด้วย “พุทธะบารมีพระสรีระธาตุ” นำเสนอเรื่องราวของการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ที่มีการอัญเชิญไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก
นิทรรศการที่ 3 จะเป็นเรื่องราวและประวัติของพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) โดยเฉพาะ จากนั้นก็จะเป็นนิทรรศการ “ความสัมพันธ์ไทย–จีน” นำเสนอเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญที่สร้างเสริมความสัมพันธ์ ไทยกับจีนในทุกๆ ด้าน เนื่องในโอกาสครบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีนที่มาถึงแล้วในปี 2568 นี้
นิทรรศการที่ 5 ได้แก่ นิทรรศการ “ใต้ร่มเศวตฉัตร ทศมรัช พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
ขอแนะนำว่าค่อยๆ ดู ค่อยๆ เดินและอาจจะนั่งลงกับพื้นในบางนิทรรศการ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควรและเป็นนิทรรศการแสง สี เสียง มีการบรรยาย และมีการฉายภาพเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
ดูนิทรรศการจบแล้วอย่าเพิ่งกลับ รอให้พลบค่ำอีกหน่อย แล้วเดินไปยืนด้านหลังพระมณฑปซึ่งจะมีบริเวณพื้นที่อันกว้างขวาง ที่เรียกว่า “สวนแสงไฟ” ประดิษฐ์นีออนหลากสีเป็นรูปดอกไม้บูชาพระบรมสารีริกธาตุงดงามอย่างบรรยายไม่ถูก…ต้องไปดูไปเห็น และไป “เช็กอิน” ด้วยตัวเองเลยล่ะครับ
ล่าสุด ผมได้รับแจ้งจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการจัดงานว่ายอดจำนวนพี่น้องประชาชนที่เข้าไปกราบสักการะพระเขี้ยวแก้วนับถึงช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ.ที่ผมไปร่วมด้วยนั้น รวมทั้งสิ้น 1,637,680 คน นับว่ามากพอสมควรทีเดียว
ผมคาดว่าช่วง 6 วันสุดท้ายผู้คนจะไปสักการะแน่นมาก ซึ่งจะทำให้ยอดรวมถ้าไม่ถึง 2 ล้านคนก็จะใกล้เคียงอย่างแน่นอน…อ่านคอลัมน์ผมจบแล้วรีบไปตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ.
“ซูม”

