“ไทย” ต้องไม่ “เลือกข้าง” ในศึก “ชนช้าง” จีน–สหรัฐฯ

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงคำกล่าวเปิดประชุมของผู้แทนประเทศสมาชิกสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) โดยท่านเลขาธิการ UN ที่เตือนว่า โลกของเราอยู่ในภาวะเครียดจัดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนนับจากยุคสงครามเย็น

ท่านยํ้าว่ามนุษยชาติอยู่ห่างจากการทำลายล้างด้วยนิวเคลียร์เพียงแค่ความเข้าใจผิด หรือการคำนวณที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวเตือนของท่านพันเปอร์เซ็นต์ว่า โลกเราในขณะนี้เต็มไปด้วยความเครียดและความร้อนแรงอย่างยิ่ง

จึงออกมาเขียนในทำนองสวดมนต์ภาวนา ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้ผู้นำของบรรดาประเทศบิ๊กๆ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในคลังแสงทั้งหลาย จงใช้สติใช้ปัญญาใช้ความรอบคอบเป็นที่ตั้ง

อย่าเผลอ “คำนวณผิด” เข้าให้อย่างเด็ดขาด เพราะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นแก่โลกเราทันที

เขียนเสร็จส่งต้นฉบับลงไปตีพิมพ์ก็มีรายงานเข้ามาว่าผู้สื่อข่าว ต่างประเทศกำลังตามตรวจสอบข่าวลืออย่างรีบด่วน เพราะมีแหล่งข่าวมากระซิบว่าคุณ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างเดินทางมาเอเชีย และเคยบอกว่าจะไปเยี่ยมไต้หวันด้วยจนทำให้จีนต้องออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว และดูเหมือนว่าคุณเพโลซี จะเปลี่ยนใจไม่ไปไต้หวันแล้วนั้น กลับพลิกหักมุมอีกรอบ

เพราะแหล่งข่าวใกล้ชิดมากระซิบสำนักข่าวว่า ท่านจะไปแน่นอน หลังจากเยือนมาเลเซีย

ทำให้สื่อต่างประเทศทั้งหลายต้องระดมกำลังกลับมาเกาะติดการเดินทางอีกครั้ง พร้อมกับลุ้นว่าเครื่องบินของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งออกจากมาเลเซียไปแล้วนั้นจะแวะไต้หวันกลางทางหรือไม่?

ผลการลุ้นปรากฏว่า คุณแนนซี เพโลซี แวะลงไต้หวันจริงๆ ดัง ที่มีเสียงกระซิบ…สื่อทั้งหลายจึงพาดหัวรายงานข่าวตั้งแต่เวลา 3 ทุ่มเศษๆ คืนวันอังคารเป็นต้นมา

ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เมื่อรัฐบาลจีนออกมาแถลงการณ์ด้วยความไม่พอใจสูงสุด ใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างแรงสุดๆ หลังจากนั้น

อยากรู้ว่าแรงขนาดไหนลองอ่านในข้อความที่เพจของสถานทูตจีนในประเทศไทยที่เขียนไว้เป็นภาษาไทย และโพสต์เมื่อเช้าวันพุธก็แล้วกัน

ต่อมาในช่วงสายๆ ของวันพุธ ก็มีข่าวว่ากองทัพจีนซึ่งอยู่ในระหว่างเตรียมพร้อมระดับสูงจะเปิด “การปฏิบัติการทางทหารแบบมีเป้าหมาย (Targeted Military Operation)” เป็นการตอบโต้และประมาณเที่ยงวันได้กระมังก็มีการซ้อมรบใหญ่จริงๆ

ทำให้ผมต้องกลับมาเขียนถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อจะบนบานศาลกล่าวและขอวิงวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยบันดาลให้ “ผู้นำ” มหาอำนาจ ซึ่ง ณ นาทีนี้คือ 2 ท่าน ได้แก่ ผู้นำ “จีน” และผู้นำ “สหรัฐฯ” จงใช้ “สติ” ใช้ “ปัญญา” และความสุขุมลุ่มลึกอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุดด้วยเถิด

จะต้องไม่ “คำนวณผิด” หรือ “ตัดสินใจผิด” อันจะนำไปสู่ชนวนของการสู้รบขนานใหญ่อย่างเด็ดขาด เพราะหากมีการลงมือและต่างฝ่ายต่างคุมอารมณ์ไม่อยู่…อาจเกิดเหตุการณ์ที่ท่านเลขาธิการ UN ท่านห่วงใย

สำหรับคนไทยเรา ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะจากท่านอาจารย์ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ ที่โพสต์แสดงแนวคิดของท่านว่า นับแต่นี้ไปสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ขณะเดียวกันท่านก็แนะนำว่า สำหรับคนไทยเราสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ “รักษาจุดยืน ไม่เลือกข้าง ไม่ว่าจะเป็นข้างจีน ข้างสหรัฐฯ หรือข้างไต้หวัน เราเลือกได้ข้างเดียวคือ ข้างรักษาผลประโยชน์ของไทย”

“เราต้อง Monitor (ติดตาม) สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย และหากเกิดปัญหารุนแรง ไทยเราเองก็จะสูญเสียในหลายมิติ”

จากนั้นท่านก็สรุปว่า “คนไทยต้องอย่าขัดแย้ง bully กันเอง โดยเฉพาะในโลก online เพราะการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่การเชียร์มวย และเราต้องไม่เป็นแฟนกีฬาบ้าคลั่ง (hooligans)”

เห็นด้วยพันเปอร์เซ็นต์ครับอาจารย์ และขออนุญาตแชร์ต่อนะครับ…งานนี้เราเลือกได้ข้างเดียวจริงๆ ครับ คือข้าง “รักษาผลประโยชน์ของไทย” อย่างที่อาจารย์แนะนำไว้.

“ซูม”

ข่าว,​สหรัฐอเมริกา, จีน, ไต้หวัน, ต่างประเทศ, ซูมซอกแซก