“ฮันนีมูน” รัฐบาล-ประชาชน เหตุผลที่ควรจะเป็น “8 ปี”

หลายปีมาแล้วผมเคยเขียนแสดงความชื่นชมประเทศพัฒนาแล้วทางตะวันตกเอาไว้ว่า เขาช่างรู้ใจมนุษย์เสียจริงๆ ว่า มักจะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อรัฐบาลของตนเองเมื่อกาลเวลาผ่านไประยะหนึ่ง

เขาจึงกำหนดไว้ว่า บุคคลที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำของเขานั้นควรจะอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 8 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง โดยกำหนดให้เป็นผู้นำได้เพียง 2 สมัยเป็นอย่างมาก เว้นแต่จะเกิดกรณีจำเป็นอย่างยิ่งขึ้นจริงๆ

ในการกำหนดเขาก็คงไม่ได้วิจัยหรือคำนวณอะไรอย่างจริงจังหรอก คงใช้วิธีการประมาณการเอาว่าเทอมละ 4 ปี (บางประเทศ 5 ปี) นั้นเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งภายใต้ผู้นำท่านใดท่านหนึ่งจะสามารถทำงานได้พอสมควรในระดับหนึ่ง

หากทำดีประชาชนชอบก็ให้โอกาสอีกสมัยเป็น 8 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง เพื่อสานงานต่อ หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญของเขาจะห้ามไม่ให้เป็นอีกเลย

ถึงแม้ว่าจะมีผลงานดีอย่างไร แต่ตัวหัวหน้าหรือผู้นำไม่ควรจะเป็นคนเดิมอีกต่อไป…พรรคเดิมเป็นต่อได้ แต่หัวหน้าพรรคหรือผู้บริหารประเทศต้องเป็นคนใหม่เท่านั้น

ผมก็เดาว่าเขาคงวิเคราะห์กันแล้วว่าความเบื่อหน่ายที่มีต่อผู้นำคนเก่าที่บริหารประเทศเกิน 8 ปี หรือ 10 ปีนั้น น่าจะสูงมาก ให้กลับมาเป็นอีกอาจจะนำไปสู่ความไม่พอใจ นำไปสู่ความขัดแย้งอันจะเป็นผลให้การพัฒนาประเทศอาจต้องสะดุดหยุดลงเพราะมีแต่ความวุ่นวาย จึงหยุดอยู่ที่ 8 ปี หรือ 10 ปี ดังกล่าว

สำหรับบ้านเรานั้น ถามว่าตัวเลขที่ประชาชนกับนายกรัฐมนตรี แต่ละท่านจะ “ฮันนีมูน” กันอย่างมีความสุขควรจะเป็นเวลาสักกี่ปี?

เท่าที่มองย้อนไปในอดีต คนไทยเราเบื่อง่ายกว่าคนตะวันตก แค่ปี 2 ปีก็เริ่มบ่นกระปอดกระแปด และอยากได้หัวหน้ารัฐบาลใหม่ซะแล้ว

จะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาไหนที่บ้านเราเป็น “ประชาธิปไตยเต็มใบ” …การเปลี่ยนรัฐบาลในระบอบรัฐสภาเป็นไปได้ง่าย…เราก็จะเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลบ่อยมาก…ปีหนึ่งเปลี่ยนบ้าง 2 ปีเปลี่ยนบ้าง อย่าง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังเคยเป็นนายกฯ แค่ 27 วันอยู่ครั้งหนึ่งด้วยซ้ำไป

แค่ในยามที่ประเทศชาติอยู่ในระบอบ “เผด็จการ” หรือระบอบ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ระยะเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรีดูจะยาวกว่ามากโดยเฉลี่ย

โดยเฉพาะยุคเผด็จการเต็มใบ สมัยจอมพลถนอมอยู่ถึง 9 ปีเศษ คือรับช่วงจากจอมพลสฤษดิ์ เมื่อปี 2506 รวม 7 ปี 343 วัน แล้วมาปฏิวัติตัวเองอยู่ต่อแบบคณะปฏิวัติเสียอีก 1 ปี 31 วัน

สำหรับยุคประชาธิปไตย “ครึ่งใบ” ซึ่งเป็นยุคที่ป๋าเปรมขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นยุคที่รัฐบาลอยู่ได้ยาวนานมาก ถึง 8 ปี กับ 154 วันเลยทีเดียว ตามที่มีการบันทึกไว้

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ช่วงนี้ผมมีโอกาสเข้ามาอยู่ในแวดวงสื่อมวลชนแล้ว จึงพอจะสังเกตได้ว่า ในช่วงเวลา 9 ปีกว่าของจอมพลถนอม กับ 8 ปีเศษของ พล.อ.เปรมนั้น…ผู้คนเริ่มจะเบื่อๆ บ่นๆ เมื่อผ่านปีที่ 5 ปีที่ 6 เป็นต้นมา

ในยุคจอมพลถนอมบ่นกันมาก ตั้งแต่ พ.ศ.2512-2513 ซึ่งประมาณปีที่ 5-6 ของท่าน…และท่านก็ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการ “ปฏิวัติ” ตนเอง เพื่อต่ออายุเสียเลยในปีที่ 7 กว่าๆ

เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคมขึ้นในที่สุด

ส่วนของป๋าเปรมนั้น แม้จะพัฒนาประเทศได้ดี ผลงานแจ่มแจ๋ว ถึงขนาดเรียกว่า “ยุคโชติช่วงชัชวาล” แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเริ่มเบื่อท่านและแซะท่านอยู่ตลอด ในช่วงปีที่ 6 ที่ 7 ของท่านเป็นต้นมา

ดังนั้น พอผ่านปีที่ 8 ท่านจึงบอกว่า “ผมพอแล้ว” ก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม กลายเป็นรัฐบุรุษทางการเมือง ได้รับยกย่องเชิดชูมาจนถึงเดี๋ยวนี้

ผมก็เลยถือโอกาสสรุปแบบกำปั้นทุบดินว่า จากการสังเกตการณ์ทั้งในระบอบเผด็จการ และประชาธิปไตยครึ่งใบ ทั้ง 2 ครั้งข้างต้น…ระยะเวลา 8 ปี น่าจะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมของการอยู่ในตำแหน่งผู้นำของประเทศไทย สอดคล้องกับประเทศตะวันตกหลายประเทศ

ขอย้ำว่าข้อเขียนวันนี้ไม่มีเจตนาอะไรแอบแฝงอยู่ในใจครับ เพียงแต่นึกขึ้นมาได้ว่าผู้นำปัจจุบันของเราท่านอยู่ในตำแหน่งโดยพฤตินัยครบ 8 ปีไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง

ก็ขอถือโอกาสส่งข่าวสารไปถึงท่านว่าจะอยู่ต่อก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่จะเข้าสู่ระยะน้ำผึ้งขมแล้วนะครับ…สถานการณ์ต่างๆ จะหนักหนาสาหัสกว่าเดิมครับ เตรียมรับมือไว้ให้ดีๆ เถิด ซตพ.

“ซูม”

ข่าว, รัฐบาล, นายก, ประชาชน, ซูมซอกแซก