ให้กำลังใจ “เด็กไทย” 6 ล้าน ประเทศนี้มี “โอกาส” เสมอ

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึง “วันนี้ที่รอคอย” หรือ “วันเปิดเทอม” ของนักเรียนทั่วประเทศที่เรารอคอยกันมาน่าจะ 2 ปีเป็นอย่างน้อย หลังจากที่ต้องเรียนหนังสืออยู่กับบ้านผ่านระบบออนไลน์มาตลอดระยะเวลาที่โควิด-19 ระบาดทั่วโลกและทั่วประเทศไทย

ที่ต้องเขียนถึงเพราะปีนี้เด็กๆ ของเราจะกลับคืนสู่โรงเรียนหรือห้องเรียนที่เรียกกันว่า Back to School อย่างแท้จริง เมื่อกระทรวงศึกษาธิการท่านตัดสินใจว่าควรจะกลับไปนั่งเรียนแบบ “ออนไซต์” คือเรียนที่โรงเรียนได้แล้ว แม้จะยังมีปัญหาเรื่องโรคระบาดอยู่บ้าง ก็จะระวังจะป้องกันตามที่กระทรวงสาธารณสุขวางมาตรการไว้

เพราะถ้ายังขืนเรียนออนไลน์ต่อไปอีก…ท่านเป็นห่วงมากว่า ความรู้ความสามารถของเด็กไทยจะถดถอยมากไปกว่านี้…หลังจากที่ท่านประเมินแล้วว่า 2 ปีที่เราเรียน “ออนไลน์” นั้น เด็กไทยเราเกิดภาวะ “ถดถอยด้านการเรียนรู้” หรือ Learning Loss อย่างน่าเป็นห่วงในหลายๆ ด้าน

วันนี้ผมขออนุญาตเขียนต่อเพราะไปอ่านเจอตัวเลขว่า จากเด็กที่อยู่ในการดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่กล่าวมานี้ซึ่งมีจำนวนประมาณ 6 ล้านคนทั่วประเทศนั้น…ผลการประเมินพบว่า อาจมีจำนวนถึง 2 ล้านคนเลยทีเดียวที่ “เสี่ยง” อย่างมากว่าจะได้รับผลกระทบดังที่กล่าวถึงข้างต้น

เป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูงมาก และหากได้รับผลกระทบดังที่ประเมินไว้จริงอาจส่งผลไปถึง “คุณภาพ” หรือ “ศักยภาพ” ของ “ทรัพยากรมนุษย์” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยเราไม่มากก็น้อย

จึงตัดสินใจที่จะกลับมาเขียนให้กำลังใจแก่เด็กๆ และครูทั้งหลายที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหา “การถดถอยด้านความรู้” ที่สำคัญที่สุด (ยิ่งกว่าเศรษฐกิจถดถอยเสียอีก) อีกครั้งหนึ่ง

ก่อนที่จะให้กำลังใจและเชียร์ลูกๆหลานๆทั้ง 6 ล้านคนของเราและมีถึง 2 ล้านคนที่อาจมีความรู้ที่ถดถอยไปจนสู้เพื่อนไม่ได้จากที่มีการประเมินไว้ดังกล่าว ผมอยากจะบอกลูกๆ หลานๆ ถึง “ภาพรวม” และ “ความหวัง” ของประเทศไทยเราเสียก่อน

ผม (ซึ่งอายุอานามน่าจะเป็น “ปู่” ของลูกๆ หลานๆ ได้แล้ว) ยังเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถโดยรวมทุกๆ ด้านของประเทศไทย

ยังเชื่อว่าเราจะไปได้ไกลกว่านี้และน่าจะไปถึงจุดที่เรา “ปรารถนา” คือ การเป็นประเทศรายได้สูงขั้นแรกๆ ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า หรืออย่างช้าไม่ควรจะเกิน 10 ปี หากจะลดราวาศอกในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองลงมาบ้าง

ขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อด้วยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้แก่คนไทยสูงมากในทุกๆ ย่างก้าวของการเจริญเติบโต ขอเพียงให้มีความขยันหมั่นเพียร ขวนขวายใจสู้ และใฝ่ดีเอาไว้เท่านั้น

ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา เราจึงพบเห็นไทยที่ก่อร่างสร้างตัวได้และหลุดพ้นจากความยากจนเป็นจำนวนมาก

โอกาสเช่นว่านี้ยังส่งไปถึงผู้ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่ขยันหมั่นเพียรและรักที่จะทำงานแบบหนักเอาเบาสู้ทุกประเภทจนสามารถลืมตาอ้าปากได้ และส่งเงินไปสร้างบ้านสร้างครอบครัวของเขาที่ประเทศเขาจนอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นจำนวนมากเช่นกัน

ผมเชื่อว่าประเทศไทยของเราจะค่อยๆ ฟื้นตัวจากโควิดระบาดและกลับมาเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก

ดังนั้น น้องๆ ที่กำลังเข้าเรียนหนังสือในวันนี้และจบออกมาใน 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ก็ย่อมจะเป็นหนึ่งในจำนวนคนไทยในอนาคตที่จะได้รับผลพวงของการพัฒนาที่จะฟื้นตัว

ผมจึงขอส่งกำลังใจและฝากความหวังมาถึงลูกๆ หลานๆ ที่จะเข้าเรียนในวันนี้ ขอให้มุ่งมั่นในการศึกษาเล่าเรียน ฝึกความขยันความอดทนไว้เสียตั้งแต่เด็กๆ และหัดคิดดีทำดีมีระเบียบวินัยเสียแต่เด็กๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าทำงานต่างๆที่ประเทศไทยจะ “สร้าง” ขึ้นในอนาคต

ส่วนลูกหลานประมาณ 2 ล้านคนที่ว่าอ่อนด้อยลงไป อันเป็นผลจากการเรียนออนไลน์ก็อาจต้องขยันมากขึ้นเป็นพิเศษหน่อย เพื่อให้ทันเพื่อนและไม่ตกขบวนรถด่วน

ในขณะที่คุณครูทั้งหลาย หากจะช่วยดูแลเด็กๆ 2 ล้านคนที่ว่านี้เป็น “กรณีพิเศษ” ด้วยก็จะขอขอบพระคุณล่วงหน้า

ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยที่บรรพบุรุษของเราช่วยกันสร้างไว้จนแข็งแกร่งพอสมควร…แม้จะมีปัญหาอุปสรรคอะไรมาทำให้ถดถอยลงบ้าง แต่ถ้าเราร่วมแรงร่วมใจช่วยกันแก้ไข เดี๋ยวก็กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเก่าอีกครั้ง

เมื่อแข็งแกร่งแล้วก็ขอให้ลูกหลานเบาใจได้ ประเทศนี้ยังมีโอกาสเสมอสำหรับคน “ใจสู้+ขวนขวาย และใฝ่ดี” ทุกๆ คน.

“ซูม”

ข่าว,​นักเรียน, เปิดเทอม, โรงเรียน, ออนไลน์, โควิด-19, ออนไซต์, ซูมซอกแซก