แล้ว “คนขวางโลก” ก็ “ติดโรค” ประธานาธิบดีบราซิลติดเชื้อ “โควิด”

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบท่านเท่าไรนัก และมักจะเขียนถึงท่านในเชิงลบ หรือไม่ก็กระแนะกระแหนท่านอยู่เสมอๆ ว่าท่านเป็นคนขวางโลก เห็นการระบาดของโควิด-19 เป็นเรื่องเล็กน้อย และดำเนินนโยบายสวนทางกับองค์การอนามัยโลกแทบจะทุกๆ เรื่อง

แต่พอท่านติดเชื้อโควิด-19 เข้าจริงๆ ผมก็อดที่จะเอาใจช่วยท่านเสียมิได้ และก็ได้ภาวนาขอให้ท่านหายวันหายคืนในทันทีที่ทราบข่าวคราว

ท่านประธานาธิบดีบราซิล ฌาอีร์ โบลโซนาโร นั่นแหละครับ เป็นข่าวใหญ่ระดับโลกฮือฮามากเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา

โดยท่านออกมากล่าวยอมรับทางโทรทัศน์ด้วยตัวท่านเองว่า รู้สึกตัวร้อน อุณหภูมิขึ้นสูงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และพอถึงวันจันทร์อาการไข้สูงขึ้นอีก แถมมีอาการไอด้วย ท่านจึงตัดสินใจเข้าตรวจเพื่อหาเชื้อ ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นบวก แปลว่าติดเชื้อโควิด-19 เข้าแล้วจริงๆ

จากนั้นท่านก็รักษาตัวด้วยการกินไฮดร็อกซีคลอโรควิน กินอาซีโทรมายซิน แล้วก็ยาปฏิชีวนะ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ยาที่ยอมรับกันว่ารักษาไวรัสตัวนี้ได้ แต่ท่านก็มีอาการดีขึ้นจนออกมาพูดจาหน้ากล้องโทรทัศน์กับประชาชนของท่านได้ แม้จะดูอิดโรยไปเยอะก็ตาม

ระหว่างพูด ท่านเอาหน้ากากอนามัยออกจากจมูกและปาก แต่ก็ยังแขวนไว้ที่ใบหู และในภาพที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวต่างประเทศพบว่าท่านสวมหน้ากากอนามัยอย่างมิดชิด

แบบนานๆ จะได้เห็นกันเสียที นับว่าท่านประธานาธิบดีที่ต่อต้านหน้ากากอนามัยไม่ยอมสวมหน้ากากในที่สาธารณะมาโดยตลอด ต้องมาสวมหน้ากากอนามัยก่อนแถลงข่าวกับประชาชน

เท่าที่อ่านจากข่าวก็ดูเหมือนว่าท่านจะมีอาการเบาลงแล้ว คงไม่หนักหนาสาหัสเหมือนคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงคืออายุ 65 ปี

ผมต้องเขียนส่งต้นฉบับไปเรียงพิมพ์ให้ทันกำหนดเวลา จึงไม่แน่ว่าอาการหลังจากออกโทรทัศน์ของท่านแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง? ก็ขอเอาใจช่วยให้ดีวันดีคืน หายเร็วๆ นะครับ

สำหรับผลพวงขั้นต้นที่เกิดขึ้นก็คือ บุคคลรอบข้างของท่านต้องรีบไปตรวจเชื้อกันเป็นแถวๆ และก็คงต้องกักตัว 14 วันตามกติกา

นอกจากนี้ยังมีท่านทูตสหรัฐฯ ประจำบราซิลและเจ้าหน้าที่ระดับสูง อีกหลายท่านของสถานทูตที่เพิ่งจัดงานฉลอง “วันชาติสหรัฐฯ” ไปเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม และประธานาธิบดีโบลโซนาโรไปร่วมงานด้วย มีการ โพสต์ภาพว่าท่านได้ยืนถือแก้วดื่มค็อกเทลกับท่านทูตอย่างใกล้ชิด

จะมีใครติดเชื้อเข้าให้อีกบ้าง คงต้องติดตามข่าวกันต่อไป

ในส่วนของท่านประธานาธิบดีเองนั้น ผมไม่แน่ใจว่าในกรณีที่ท่านหายดิบหายดีกลับมาแล้ว ท่านจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเชื่อของท่านไปบ้างหรือไม่?

พฤติกรรมที่ไม่สวมหน้ากากและมองว่าหน้ากากไม่ได้ช่วยอะไรจนท่านนอกจากไม่ยอมสวมแล้ว ก็ยังลงนามวีโตกฎหมายที่รัฐสภาเสนอขึ้นมาให้บังคับประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะอีกด้วย

รวมไปถึงพฤติกรรมที่มองว่าโควิด-19 เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น และต่อต้านการล็อกดาวน์ การ Social Distancing แบบต่างๆ จนถึงขั้นทะเลาะกับผู้ว่าการรัฐหลายๆ รัฐที่ต้องการคุมเข้ม และเคยปลดรัฐมนตรีสาธารณสุขไปแล้วถึง 2 คน

ที่เป็นห่วงว่าท่านจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็เพราะพอท่านติดเชื้อแล้วดูเหมือนไม่เป็นอะไรมากนัก แค่ 2-3 วันมาแถลงข่าวได้แล้ว อาจทำให้ท่านย่ามใจว่าฉันบอกแล้วไงเจ้าโรคนี้มันไข้หวัดธรรมดาจริงๆ

ผมก็ได้แต่หวังว่าท่านจะเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาเชื่อหน้ากาก เชื่อวิธีปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขของท่านให้มากขึ้น และเลิกขัดขวางเวลากระทรวงสาธารณสุขจะเสนอโครงการที่จำเป็นออกมาให้ประชาชนปฏิบัติตาม

อันจะเป็นผลทำให้การระบาดในบราซิลที่ยังสูงมาก และการเสียชีวิตของชาวบราซิลก็ยังเยอะอยู่มากครองอันดับ 2 ทั้งยอดติดเชื้อสะสม และยอดเสียชีวิตลดน้อยถอยลงจนค่อยๆหมดไปในที่สุด

สรุป…คนขวางโลกติดเชื้อเองไปหนึ่งละ เหลืออีกหนึ่งคนขวาง โลกที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ จะติดบ้างไหมเนี่ย?…พูดไปแกก็เก่งนะครับ สหรัฐฯ ติดเชื้อใหม่วันละ 50,000 กว่ารายมาหลายวัน สูงน่ากลัวมาก แต่คุณทรัมป์ก็ยังสามารถเอาตัวรอดมาได้จนถึงวันนี้.

“ซูม”