เศรษฐกิจ 2563 ฝืดต่อ พิสูจน์ “กึ๋น” รัฐบาลไทย

เมื่อวานนี้ผมเขียนทิ้งท้ายเอาไว้ว่า มีความสุขกับอากาศหนาวของจังหวัดเชียงรายและความสนุกสนานของเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงค์พาร์คเชียงรายอยู่ดีๆ พอกลับถึง กทม.ก็เจอข่าวร้ายที่ทำให้ความสุขที่ตุนเอาไว้แทบจะหายหมดเกลี้ยงในบัดเดี๋ยวนั้น

ข่าวที่ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ท่านแถลงว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ (2563) จะขยายตัวตํ่าลงจากปีที่แล้ว นั่นแหละครับ อ่านแล้วก็รู้สึกใจแป้ว ขึ้นมาตงิดๆ ว่า พวกเราชาวไทยยังจะต้องฝ่าคลื่นฝ่าลมทางเศรษฐกิจกันต่อไปอีกพักใหญ่ๆ แน่นอน

วันนี้ผมขออนุญาตหยิบตัวเลขบางส่วนของสภาพัฒน์มาขยายความต่อ พร้อมกับเสนอข้อคิดความเห็นฝากไปถึงรัฐบาลและให้กำลังใจแก่ท่านผู้อ่าน (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) ในฐานะประชาชนชาวไทยที่จะต้องจับมือลุยผ่านคลื่นลมเศรษฐกิจครั้งนี้ไปด้วยกัน

ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ท่านสรุปว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ (2563) น่าจะขยายตัวได้เพียง 1.5-2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราตํ่ากว่าที่เคยคาดไว้เมื่อก่อนสิ้นปี และจะตํ่ากว่าการขยายตัวของปีที่แล้ว (2562) ทั้งปีเสียด้วยซํ้า

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเมื่อตัวเลขจริงๆ ของไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว (2562) คลอดมาเรียบร้อย ปรากฏว่าขยายตัวเพียง 1.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ถือเป็นอัตราขยายตัวที่ตํ่าที่สุดในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว

ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยของปี 2562 ทั้งปีขยายตัวเพียงร้อยละ 2.4 ตํ่ากว่าที่คาดไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนว่าน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.6

ดังนั้น เมื่อเอาตัวเลขล่าสุดเป็นฐานแล้วมองออกไปข้างหน้า ซึ่งดูแล้วปัญหาดั้งเดิมยังไม่คลี่คลายนัก แต่กลับมีปัญหาใหม่คือ เจ้าไวรัสโควิด-19 เข้ามากระหน่ำซํ้าเติม

ท่านจึงคาดว่าในปี 2563 นี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำกว่าปีที่แล้ว ด้วยตัวเลขดังที่สรุปไว้ข้างต้น

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สภาพัฒน์มีหน้าที่สำคัญประการหนึ่งคือ การคิดคำนวณและจัดทำจีดีพีของประเทศไทย เพราะจะต้องไปนับรวมตัวเลขจริงๆ เท่าที่เกิดขึ้นจริงตามหลักเกณฑ์การจัดทำบัญชีประชาชาติเพื่อให้ทราบว่าในแต่ละปีความมั่งคั่งของประเทศไทยเป็นเท่าไร? เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร?

ดังนั้นเมื่อท่านเลขาฯสภาพัฒน์บอกว่าปี 2562 ตัวเลขจริงออกมาเท่านี้แล้วนะ ทุกๆ หน่วยทุกๆ ฝ่ายทุกๆ องค์กรทุกๆ สถาบันในประเทศไทยก็จะต้องเชื่อท่าน และเอาตัวเลขในส่วนนี้ของท่านไปใช้

ส่วนการคาดการณ์ต่อไป หลังจากนี้ก็สุดแต่สมมติฐาน สุดแต่ความเชื่อของนักพยากรณ์แต่ละราย แต่ละสถาบัน ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกันและไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน

แม้แต่ของสภาพัฒน์ที่บอกว่ามองไปข้างหน้าตลอดปี 2563 แล้วจะโตในอัตรา 1.5-2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจไม่เป็นตามนี้ก็ได้

คืออาจจะแย่กว่านี้อีกก็ได้ หรือจะกลับดีขึ้นมาก็ได้ในช่วงหลังๆ เพราะยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายเดือน อาจมีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้นได้อีกเยอะ

รวมทั้งหาก “ทีมงานเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลบิ๊กตู่ท่านเก่งจริงๆ สามารถให้ยาชุดที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างถูกอาการของโรค…ทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะฟื้นขึ้นมาก็เป็นได้

เท่าที่เราอ่านจากข่าวก็จะเห็นว่าทางกระทรวงการคลัง โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำลังจะเสนอ “ยาชุด” เป็น “แพ็กเกจ” ใหญ่ในเร็วๆ นี้ (อาจจะเป็นกลางเดือนมีนาคม)

ผมก็ขอฝากไว้ว่ากระทรวงการคลังอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องระดมทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงานให้รอบด้าน

โดยเฉพาะ สภาพัฒน์ นั่นแหละ นอกจากเป็นผู้รวบรวมตัวเลข GDP แล้ว หน้าที่หลักของสภาพัฒน์ยังเป็นผู้กำหนดนโยบายและประสานนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดด้วย

จึงน่าจะมีโจทย์และคำตอบอยู่ในมือแล้วว่า ปัญหาคืออะไร? เราจะต้องแก้จุดไหน? อย่างไร? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งน่าจะต้องมีแผนรวมในการแก้ปัญหาครั้งนี้ เป็น “ธง” ไว้อีกธงหนึ่ง

ศึกครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์กึ๋น “ทีมเศรษฐกิจ” ของ “บิ๊กตู่” ละครับว่าจะมีมากหรือน้อยแค่ไหน เป็นกึ๋นใหญ่หรือกึ๋นเล็กกันแน่

ผมภาวนาให้เป็นกึ๋นใหญ่และเอาใจช่วยเต็มที่…ขอให้ท่านชนะ เพราะถ้าหากแพ้ประชาชนอย่างเราๆ ก็จะเดือดร้อนกันทั่วหน้า… สู้สู้สู้ตาย เอาให้อยู่นะครับบิ๊กตู่ในฐานะหัวหน้าทีม!

“ซูม”