เบื้องหลังการผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ “Frozen 2” เข้าฉาย 21 พฤศจิกายน 2562 ในโรงภาพยนตร์

ในการก้าวย่างไปสู่ดินแดนที่เราไม่รู้จักแม้กระทั่งสำหรับราชินีผู้เข้มแข็งอย่างเอลซ่าก็จำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญความกระตือรือร้นความอดทนและเวทมนตร์เล็กๆ ก็ไม่เสียหายนะแต่ก่อนที่เอลซ่าจะเริ่มออกเดินทาง

ผู้กำกับคริส บัค, เจนนิเฟอร์ ลีและผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์ เดลเวโค่ต้องเริ่มออกเดินทางของตัวเองหลังจากความสำเร็จที่คาดไม่ถึงของ “Frozen” ในปี 2013 ที่ทำให้เราได้รู้จักกับสองพี่น้องแสนน่ารักชาวเขามากเสน่ห์และมนุษย์หิมะที่น่าจดจำผู้ชื่นชอบอ้อมกอดอุ่นๆ

“เราตระหนักได้ว่ายังมีคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ในใจพวกเรา” ลีกล่าว “เราสงสัยว่าตอนนี้อันนาจะทำอะไรในเมื่อเธอมีทุกอย่างที่เธอต้องการแล้วเรารู้สึกว่ามันยังมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับพ่อแม่ของพวกเธอว่าเรือของพวกเขาแล่นไปที่ไหนในตอนที่มันล่มและคำถามที่สำคัญที่สุดก็คือทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมกับพลังเวทมนตร์”

เดลเวโค่กล่าวว่า “มีบางสิ่งเกี่ยวกับตัวละครพวกนี้ที่ยังคงน่าสนใจและน่าหลงใหลสำหรับเราเราอยากจะรู้อะไรมากกว่านี้เรารู้สึกว่าเรื่องราวของพวกเธอยังคงดำเนินต่อไปน่ะครับ”

บัคกล่าวว่าใน “Frozen” โลกเพิ่งเปิดกว้างสำหรับตัวละคร “พวกเขาพยายามหาคำตอบว่าพวกเขาเป็นใคร” เขาตอบ “แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วพวกเขากำลังใช้ชีวิตของตัวเองเราอยากจะรู้ว่ามันมีความหมายอย่างไรสำหรับพวกเขาแต่ละคนครับ”

“ถ้า ‘Frozen’ คือการมีความสุขชั่วนิรันดร์” ลีกล่าว “ถ้าอย่างนั้น ‘Frozen 2’ ก็คือวันหลังจากนั้นชีวิตได้เข้ามาแทรกแซงความสุขนั้นมันทำให้คุณหัวปั่นดังนั้นนี่ก็เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะต่อสู้เพื่อที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงที่คุณต้องทำมันยังคงมีความสนุกสนานและอารมณ์ขันแต่มันก็เป็นเรื่องราวที่สะเทือนอารมณ์เกี่ยวกับการค้นพบว่าตัวเราเองควรจะเป็นใครน่ะค่ะ”

“เอลซ่าได้ยินเสียงเรียกที่ไม่มีใครคนอื่นได้ยิน” ลีกล่าวต่อ “เธอพยายามจะปิดกั้นมันแต่มันก็ไม่หยุดมันทำให้เธอได้เห็นเศษเสี้ยวจากอดีตของตัวเองมันสัญญาว่าจะให้คำตอบถึงเหตุผลที่ทำให้เธอเป็นอย่างที่เธอเป็นเธอก็เลยมุ่งมั่นที่จะตามหาเสียงนั้นค่ะ”

คำตอบตามที่เสียงเรียกนั้นสัญญาเอาไว้ยังคุกคามอาณาจักรของเธอด้วยเอลซ่าพร้อมด้วยอันนา, คริสตอฟฟ์, โอลาฟและสเฟนต้องเผชิญหน้ากับการเดินทางที่อันตรายแต่ก็น่าทึ่งเข้าไปยังอาณาเขตที่ไม่เคยมีใครก้าวล้ำเข้าไปสู่ป่าเวทมนตร์และทะเลอนธการที่อยู่ไกลจากเอเรนเดลล์ใน ‘Frozen’ เอลซ่ากลัวว่าพลังของเธอจะมากเกินไปสำหรับโลกใบนี้

“Frozen” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2013 กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกมันได้รับรางวัลอคาเดมีอวอร์ดสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมแห่งปีส่วนเพลงประจำเรื่อง “Let It Go” ที่ดนตรีและเนื้อร้องแต่งโดยคริสเทนแอนเดอร์สัน-โลเปซและโรเบิร์ตโลเปซก็ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

สองสามีภรรยาโลเปซกลับมาทำงานใน “Frozen 2” อีกครั้งด้วยการเขียนเพลงใหม่เอี่ยมเจ็ดเพลงที่ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ความสนุกสนานและมนต์เสน่ห์ในแบบที่น่าติดตามและสร้างอารมณ์ร่วมไปพร้อมๆ กันพวกเขาอ้างถึงลูกสาวของพวกเขาว่าเป็นแรงบันดาลใจสำหรับดนตรีมากมายในภาคแรกและดูเหมือนว่าบางสิ่งอาจจะไม่มีวันเปลี่ยน “อันนากับเอลซ่ากำลังโตขึ้นค่ะ” แอนเดอร์สัน-โลเปซกล่าว

“และลูกสาวของเราก็กำลังโตขึ้นเหมือนกันลูกสาวเราอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวของเจนนิเฟอร์ ลีค่ะพวกเธอเป็นคนทำให้เกิดการตัดสินใจของเราใน ‘Frozen’ และยังเป็นคนที่ทำให้เกิดการตัดสินใจของเราใน Frozen 2 ด้วยเมื่อสาวๆ มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและต้องเดินบนเส้นทางของตัวเองและเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ของตัวเองโดยไม่มีเราคอยปกป้องมันก็นำไปสู่ยุคสมัยใหม่ของการเลี้ยงดูลูกสำหรับเราซึ่งก็ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย”

โลเปซกล่าวเสริมว่า “โทนอีพิคของหนังเรื่องใหม่เป็นสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรกดังนั้นเพลงกล่อมเด็ก‘All Is Found’ ที่ราชินีอิดูนาร้องให้ลูกสาวตัวน้อยของเธอฟังก็เลยเป็นแผนผังสำหรับตำนานของเรื่องราวนี้ครับ”

เช่นเดียวกับในภาคแรกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทพนิยายปี 1845 ของฮันส์คริสเตียนแอนเดอร์สันเรื่อง “The Snow Queen”

“Frozen 2” ได้ตอบรับองค์ประกอบของเทพนิยายตำนานและเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันที่บ่อยครั้งมักถูกเขียนขึ้นเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่หาคำอธิบายไม่ได้เรื่องราวใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากบทสรุปของภาคแรกสามปีเอลซ่าเป็นราชินีและอันนาก็ดีใจที่ได้อยู่กับทุกคนที่เธอรักทั้งเอลซ่าคริสตอฟฟ์โอลาฟและสเฟนภายใต้หลังคาเดียวกันสายสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องแน่นแฟ้นและเป็นแกนหลักให้กับเรื่องราวอย่างไรก็ดีทีมผู้สร้างกล่าวว่ามันมีคลื่นของความไม่สบายใจและความทุกข์ตรมที่ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การผจญภัยที่ยิ่งใหญ่การผจญภัยที่จะสร้างความกระจ่างให้กับทุกสิ่งที่เรารู้จักเกี่ยวกับตัวละครพวกนี้ “Frozen 2 ยิ่งใหญ่และอลังการกว่าภาคแรกอีกครับ” บัคกล่าว “แต่ที่สำคัญที่สุดท้ายที่สุดแล้ว ‘Frozen’ และ ‘Frozen 2’ ก็จับมือกันเพื่อสร้างเรื่องราวที่สมบูรณ์หนึ่งเรื่องขึ้นมาครับ”

อิดิน่าเมนเซล, คริสเทนเบลล์, โจนาธานกรอฟฟ์และจอชแกดได้กลับคืนสู่ดินแดนเอเรนเดลอีกครั้งในฐานะผู้พากย์เสียงเอลซ่า, อันนา, คริสตอฟฟ์และโอลาฟตามลำดับอีวานราเชลวู้ด(“Westworld”)ร่วมทีมนักพากย์ในบทราชินีอิดูนาแม่ของอันนาและเอลซ่าและสเตอร์ลิงเค. บราวน์(“This Is Us,” “Black Panther”)รับบทผู้หมวดเดสทินแมททิแอสภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยบัคและลีอำนวยการสร้างโดยเดลเวโค่และควบคุมงานสร้างโดยไบรอนโฮเวิร์ด (“Zootopia) นักแต่งเพลงแอนเดอร์สัน-โลเปซและโลเปซได้แต่งเพลงใหม่เจ็ดเพลงสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้และคริสตอฟฟ์เบ็คผู้แต่งดนตรีประกอบ “Frozen” ได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย“Frozen 2”จากวอลท์ดิสนีย์แอนิเมชั่นสตูดิโอส์ที่ผสมผสานเรื่องอบอุ่นหัวใจและอารมณ์ขันลงไปในการผจญภัยที่อัดแน่นไปด้วยแอ็กชันพร้อมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 21 พฤศจิกายนปี 2019

การไขความกระจ่างตำนานและเทพนิยาย เรื่องราวเดินหน้าเมื่อทีมผู้สร้างพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นกับตัวละคร

ทีมผู้สร้างตั้งเป้าที่จะทำความเข้าใจตัวละครหลักของพวกเขาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ยังคงค้างคาใจหลังจากบทสรุปของ “Frozen”

ทีมผู้สร้างพบตัวเองล้วงลึกเข้าไปในลักษณะโครงสร้างของทั้งเทพนิยายและตำนาน “เราตระหนักว่าในภาคแรกเราเดินเรื่องทั้งตำนานและเทพนิยายไปพร้อมๆ กัน” ผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์เดลเวโค่กล่าว “เอลซ่าเป็นตัวละครในตำนานซึ่งมักจะแบกรับน้ำหนักของโลกใบนี้บนบ่าและทำในสิ่งที่พวกเราที่เหลือทำไม่ได้นอกจากนั้นคนพวกนี้มักจะพบกับชะตากรรมที่น่าเศร้าซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับเอลซ่าในภาคแรกก็ได้ถ้าไม่ใช่เพราะอันนาน่ะครับ”

ผู้กำกับเจนนิเฟอร์ลีกล่าวว่าอันนาเป็นตัวละครในเทพนิยาย “เธอเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี” ลีกล่าว “ตัวละครพวกนี้เป็นมนุษย์ค่ะพวกเขาไม่ได้มีเวทมนตร์แต่มักจะเจอกับอันตรายจากโลกเวทมนตร์เสมอพวกเขาพุ่งตรงเข้าไปหาจุดศูนย์กลางของอันตรายทนทุกข์กับความยากลำบากและความสูญเสียด้วยความดิ้นรนสุดชีวิตแต่พวกเขาก็ประสบชัยชนะค่ะ”

ใครเป็นใครใน “Frozen 2”

เอลซ่าเป็นตัวละครในตำนานที่เพอร์เฟ็กต์เธอมีเวทมนตร์และยิ่งใหญ่ด้วยความซาบซึ้งที่คนในอาณาจักรตอนนี้ยอมรับตัวเธอแล้วเธอก็พยายามเพื่อจะเป็นราชินีที่ดีแต่ลึกลงไปแล้วเธออดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าทำไมเธอถึงเกิดมาพร้อมพลังพิเศษปริศนานี้นำไปสู่การเดินทางเพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับอดีตที่ถูกซ่อนเอาไว้เอลซ่ามุ่งหน้าลึกเข้าไปในดินแดนลึกลับที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อนที่ซึ่งพลังของเธอจะถูกทดสอบจนถึงขีดจำกัดระหว่างทางเธอจะค้นพบชีวิตในแบบที่เธอควรจะใช้แต่ในการทำช่นนั้นเธอก็เสี่ยงที่จะสูญเสียทุกสิ่งรวมถึงตัวเธอเองด้วย

เอลซ่ารู้สึกว่าเธอถูกเรียกจากเสียงหนึ่งที่อยู่ห่างไกลเธอพยายามจะเพิกเฉยกับมันแต่เสียงเรียกนั้นก็แข็งแกร่งและเย้ายวนใจระหว่างเพลงออริจินอล “Into the Unknown” ซึ่งเธอได้เรียนรู้ว่าคำตอบรอคอยเธออยู่แต่เธอต้องผจญภัยไปไกลจากบ้าน

“ตัวละครในตำนานมีเวทมนตร์วิเศษ” ลีกล่าว “แต่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่สิ่งสำคัญอยู่ที่คำตอบและความจริงที่เราต้องเผชิญต่างหากล่ะคะแล้วมันก็อาจมีแง่มุมที่แสนเศร้าด้วยเหมือนกันดังนั้นพวกเขาก็เลยสอนเราเกี่ยวกับตัวเราเองในแง่นั้นค่ะ”

อิดิน่าเมนเซลกลับมาพากย์เสียงเอลซ่าอีกครั้ง

อันนาเป็นตัวละครตามเทพนิยายที่เพอร์เฟ็กต์เธอเป็นคนมองโลกในแง่ดีที่ไม่เคยย่อท้ออันนาจะไม่เป็นไรตราบเท่าที่เธอมีครอบครัวของเธอเอเรนเดลปลอดภัยดีและเธอก็จะไม่อยู่ตามลำพังอีกต่อไปจิตวิญญาณการมองโลกในแง่บวกของเธอถูกสะท้อนออกมาในเพลงที่เริ่มต้นขึ้นด้วยความพยายามที่จะคลี่คลายความไม่มั่นใจของโอลาฟเกี่ยวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอรอบตัวเขาเพลง “Some Things Never Change” ซึ่งร้องโดยอันนา, คริสตอฟฟ์, เอลซ่าและโอลาฟนำเสนอไอเดียของความเปลี่ยนแปลงต่อเรื่องราวและแม้ว่าชื่อเพลงจะเป็นอย่างนั้นแต่มันก็ยังเป็นคำสัญญาด้วยว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังรออยู่ข้างหน้า

ดังนั้นในขณะที่ชีวิตดูเหมือนจะราบเรียบแสนสุขสำหรับอันนาเอเรนเดลกลับตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามและเอลซ่าก็ถูกเรียกตัวให้ไปไขปริศนาอันตรายเกี่ยวกับอดีตมีความจริงที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับอดีตของครอบครัวพวกเธอรึเปล่านะ “อันนาไม่มีอะไรจะเสียในหนังภาคแรกครับ” ผู้กำกับคริสบัคกล่าว “แต่ตอนนี้เธอมีทุกอย่างให้สูญเสียเพราะเธอมีทุกอย่างเท่าที่เธอต้องการในขณะที่เอลซ่ากำลังโหยหาคำตอบอันนากลับพยายามจะยึดติดกับทุกคนและทุกสิ่งเธออาจจะสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถจะมีความสุขและใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทด้วยกันตลอดชีวิตได้แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตจริงๆใช่มั้ยล่ะครับ”

อันนาเป็นคนใจกว้างและเธอก็เทิดทูนพี่สาวของเธอดังนั้นในตอนที่เอลซ่าประกาศว่าเธอต้องก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครเหยียบย่างเข้าไปมาก่อนอันนาก็ตั้งใจจะไปกับเธอด้วยในทุกก้าวของการเดินทางระหว่างที่อันนาร่วมเดินทางกับเอลซ่าไปยังป่าเวทมนตร์ที่อยู่นอกอาณาจักรเอเรนเดลร่วมกับคริสตอฟฟ์, โอลาฟและสเฟนเธอก็สงสัยว่าพวกเขาจะสามารถหวนคืนสู่ความสุขแบบที่พวกเขาเคยรู้จักได้รึเปล่า

คริสเทนเบลล์ให้เสียงพากย์อันนาอีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่าเขาจะไม่บอกใครเว้นแต่สเฟนแต่คริสตอฟฟ์ก็พร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้นกับอันนาและขอเธอแต่งงาน “อันนาและคริสตอฟฟ์ตกหลุมรักกันในตอนจบภาคแรก” เดลเวโค่กล่าว “ใน ‘Frozen 2’ เราได้เห็นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนาไปอย่างไร”

เดลเวโค่กล่าวว่าความพยายามที่จะถามคำถามสำคัญของคริสตอฟฟ์ล้มเหลวไม่เป็นท่าบ่อยครั้งเป็นเพราะอันนามัวแต่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอลซ่าอันนารักคริสตอฟฟ์สุดหัวใจแต่เธอกลับไม่รับรู้เลยถึงแผนการที่เขามีต่ออนาคตและในตอนที่เอเรนเดลถูกคุกคามคริสตอฟฟ์ก็ไม่ลังเลที่จะอยู่เคียงข้างอันนาและเอลซ่าระหว่างที่พวกเธอเดินทางเข้าสู่ดินแดนลึกลับที่แม้แต่หนุ่มหิมะผู้เดินทางมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำยังไม่เคยพบเจอมาก่อน

โจนาธานกรอฟฟ์พากย์เสียงคริสตอฟฟ์อีกครั้งหนึ่ง

ผ่านมากว่าสามปีแล้วตั้งแต่ที่เอลซ่าได้สร้างโอลาฟขึ้นมาและด้วยพลังเวทมนตร์ของเอลซ่าเขาก็สามารถเพลิดเพลินไปกับฤดูร้อนได้จริงๆสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับครอบครัวของเขาอันนา, เอลซ่า, คริสตอฟฟ์และสเฟนก็ใกล้ชิดกันเหมือนแต่ก่อนหลังจากที่ได้เรียนรู้การอ่านหนังสือแล้วเขาก็หลงใหลในความมหัศจรรย์ของชีวิตรู้มั้ยผู้ชายมีโอกาสจะถูกฟ้าผ่ามากกว่าผู้หญิงถึงหกเท่าเลยนะแล้วรู้มั้ยว่าน้ำก็มีความทรงจำนะด้วยความกระหายความรู้ใหม่ๆและแนวทางการใช้ชีวิตแบบ “หยุดและดมดอกไม้” โอลาฟก็เลยเป็นแสงแห่งความหวังในช่วงเวลาที่มืดมิด

ตัวละครทุกตัวเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในช่วงเวลาหลายปีนับตั้งแต่เอลซ่ากลายเป็นราชินีและโอลาฟก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น “เขาเต็มไปด้วยคำถาม” ลีกล่าว “เขาคิดคำนึงถึงเรื่องชีวิตความตายและการมีอยู่เหมือนกับที่เด็กคนไหนๆก็ทำกันแต่เขาทำมันในแบบโอลาฟน่ะครับ”

ในตอนที่การผจญภัยสุดอลังการได้แทรกแซงเข้ามาและพวกเขาพบตัวเองอยู่ในป่าเวทมนตร์โอลาฟก็ได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้มากมายตามที่ปรากฏในเพลง “When I Am Older” แม้ว่าปริศนาและความจริงแสนอันตรายจะโลดแล่นมีชีวิตต่อหน้าต่อตาเขาตุ๊กตาหิมะที่น่ารักตัวนี้ก็เชื่อว่าซักวันหนึ่งทุกอย่างจะมีเหตุผล

จอห์นแกดพากย์เสียงโอลาฟอีกครั้งหนึ่ง

สเฟนกวางเรนเดียร์ที่ได้รับความไว้ใจยังคงเป็นเพื่อนซี้ของคริสตอฟฟ์แม้ว่าตอนนี้คริสตอฟฟ์จะรักกันหวานชื่นกับอันนาเขาก็ยังพบว่าตัวเองยังคงปฏิบัติต่อสเฟนเหมือนเป็นเพื่อนซี้และเพื่อนปรับทุกข์ของตัวเองโดยเฉพาะเมื่อความพยายามที่จะขออันนาแต่งงานของเขาพังไม่เป็นท่า

ราชินีอิดูนาแม่ของอันนาและเอลซ่ามเหสีของกษัตริย์แอ็กนาร์รักลูกสาวของเธอและอยากจะปกป้องพวกเธอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามโดยเฉพาะจากความลับในอดีตของเธอแต่เมื่อพลังและคำถามของหนูน้อยเอลซ่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็เริ่มสงสัยว่าบางทีอดีตของเธออาจซ่อนงำคำตอบสำหรับครอบครัวของเธอก็ได้โชคร้ายที่มันไม่ใช่การเดินทางที่เธอสามารถไปแทนลูกสาวของเธอได้แต่มันเป็นการเดินทางที่พวกเธอต้องไปด้วยตัวเองตอนที่พวกเธอโตขึ้น…และพร้อมจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมของตัวเอง

อิดูนาสนิทกับลูกสาวของเธอมากๆ และเธอก็ได้สอนถึงบทเรียนที่สำคัญแม้จะลึกลับให้กับพวกเธอผ่านทางบทเพลง “All Is Found” เพลงกล่อมเด็กหลอนๆ เกี่ยวกับแม่น้ำที่มีคำตอบของทุกอย่าง

อีวาน ราเชล วู้ด ได้รับเลือกให้รับบทราชินีอิดูนา “มีบางสิ่งเกี่ยวกับเสียงของอีวานที่เราถูกใจ” เดล เวโค่กล่าว “เสียงของเธอฟังดูเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น บางสิ่งจากอดีตที่ถูกเก็บซ่อนไว้น่ะครับ”

หลายปีมาแล้วที่ผู้หมวดเดสทิน แมททิแอสได้ปกป้องเอเรนเดล บ้านเกิดของเขาจากพวกนอร์ธัลดรา ศัตรูของพวกเขา แต่ในการนั้น มันทำให้เขาติดอยู่ในป่าเวทมนตร์มานานกว่า 30 ปีแล้ว เขาไม่เคยลืมหน้าที่ที่เขาสาบานเอาไว้ว่าจะปกป้องเอเรนเดล แต่การมาถึงของราชินีเอลซ่าและการได้รู้ว่าเธอมีพลังเวทมนตร์ก็เป็นหนึ่งในความท้าทายมากมายต่อความเชื่อที่มีมานานของเขา

ทีมผู้สร้างเลือกสเตอร์ลิง เค. บราวน์ ให้มาพากย์เสียง แมททิแอสใน “Frozen 2” เดล เวโค่กล่าวว่า “เราชื่นชมพรสวรรค์ของเขาเสมอและการได้สเตอร์ลิงมาทำงานกับเราเพื่อพัฒนาตัวละครตัวนี้ก็เป็นความฝันของเราเสมอ เรามีความสุขสุดๆ ไปเลยครับ”

น็อคค์ จิตวิญญาณสายน้ำที่ลึกลับ ได้ปรากฏตัวในรูปร่างของม้า ที่มีพลังของมหาสมุทร ผู้ดูแลฝูงมา น็อคค์เป็นนักรบผู้ดุดัน ผู้ปกป้องความลับของป่าแห่งนี้อย่างหวงแหน ในการจะผ่านด่านน็อคค์ไปได้ คนผู้นั้นจะต้องพิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควรและได้รับความนับถือจากมัน ซึ่งเป็นงานที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

การโอบกอดฤดูใบไม้ร่วง เรื่องราวใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังฤดูใบไม้ร่วง

ในตอนที่ “Frozen” เปิดตัวในปี 2013 มันก็นำเสนอไอเดียเย็นๆ มากมายที่สอดคล้องไปกับภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า “Frozen” ทั้งโทนเย็นๆ หิมะและน้ำแข็งแม้ว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นระหว่างฤดูร้อนก็ตามแต่ “Frozen 2” มีรากฐานอยู่บนความเปลี่ยนแปลงดังนั้นผู้ออกแบบงานสร้างไมเคิลจิอาโมก็เลยตอบรับไอเดียดังกล่าว “อันนากับเอลซ่าได้ออกเดินทางอย่างเฉพาะเจาะจงมากๆ ใน ‘Frozen 2’ แต่ทั้งคู่ก็ได้เติบโตและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในกระบวนการนั้นครับ” จิอาโมกล่าว “พวกเธอค่อยๆ ปอกเปลือกออกทีละน้อยๆ เผยให้เห็นถึงมิติที่ลึกซึ้งขึ้นในตัวละครพวกนี้สำหรับผมแล้วนั่นหมายถึงการกำจัดลำดับชั้นของหิมะออกไปและเจาะลึกลงไปในผืนดินน่ะครับ”

จิอาโมร่วมกับผู้กำกับคริสบัคและเจนนิเฟอร์ลี, ผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์เดลเวโค่และผู้กำกับเรื่องราวมาร์คสมิธเดินทางไปยังนอร์เวย์, ฟินแลนด์และไอซ์แลนด์เพื่อศึกษาภูมิประเทศผู้คนและวัฒนธรรมพวกเขาได้พูดกับนักประวัติศาสตร์และเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับธรรมเนียและวัฒนธรรมท้องถิ่นและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและนักพฤกษศาสตร์ด้วยเป็นเรื่องธรรมดาที่การเดินทางของพวกเขาจะถูกกำหนดเอาไว้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับจิอาโมมีมากกว่าแค่ใบไม้เปลี่ยนสี “ความสูงของต้นไม้พวกนี้น่ะเหลือเชื่อเลยและมันก็ใช้การได้อย่างงดงามมากๆในภาษาของ ‘Frozen’ ซึ่งเน้นไปที่ภาพแนวตั้ง” เขากล่าว “มันน่าทึ่งจริงๆครับ”

เดวิดโวเมอร์สลีย์ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายสิ่งแวดล้อมกล่าวว่าด้วยความที่เอเรนเดลถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งแวดล้อมแบบฤดูหนาวเป็นส่วนใหญ่ทีมงานของเขาต้องทำให้แน่ใจว่ามันจะดูดีในฤดูใบไม้ร่วงด้วย “ในตอนที่ตึกต่างๆถูกปกคลุมไปด้วยหิมะมันก็ก่อให้เกิดลุคกราฟิกที่เฉพาะเจาะจงด้วยสีสันเจ๋งๆ” เขากล่าว “ตึกบางหลังเคยถูกออกแบบให้ดูดีกับหิมะและน้ำแข็งไม่เพียงแต่เราต้องกำจัดหิมะออกจากตึกที่เราอยากจะใช้ใหม่เราก็ต้องปรับให้มันดูดีกับแบ็คดร็อปใหม่ที่ไม่เพียงแต่มีต้นไม้และใบไม้เท่านั้นแต่ยังมีของประดับตกแต่งที่บ่งบอกถึงฤดูใบไม้ร่วงด้วย”

จิอาโมกล่าวว่าสีสันใหม่ใน “Frozen 2” ตอบรับกับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงซึ่งบ่อยครั้งเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงแต่สีสันตามปกติดูเหมือนจะค้านกับโลกของ ‘Frozen’ ทั้งใบ “สีสันของฤดูใบไม้ร่วงหมายถึงสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อด้วยสีสันโดดเด่นจนตอนแรกผมกังวลว่ามันจะดึงความสนใจไปจากตัวละครของเราหรือดูเหมือนสถานที่และช่วงเวลาใหม่” เขากล่าว “แต่เราก็สามารถสร้างฤดูใบไม้ร่วงเวอร์ชันของ ‘Frozen’ ที่ยังให้ความรู้สึกเย็นๆขึ้นมาได้เราลดสีเหลืองลงและเลือกใช้สีส้มส้มแดงและแดงม่วงแทนมันทำให้โลกของเรามีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ครับ”

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในป่าเวทมนตร์โลเกชันที่เต็มไปด้วยใบไม้แต่ก็แฝงไปด้วยกลิ่นไอเวทมนตร์ “มันเป็นสถานที่งดงามที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยกำแพงหมอกครับ” จิอาโมกล่าว “มีคนที่ติดอยู่ในนั้นหลายสิบปีเราสร้างความแตกต่างระหว่างฤดูใบไม้ร่วงภายในป่าเวทมนตร์และข้างนอกโดยที่ในป่าเวทมนตร์จะไม่มีท้องฟ้าสีฟ้าและด้วยความที่มันมีกำแพงหมอกมันก็เลยมีชั้นของบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความลึกลับครับ”