ยืดเลือกตั้ง 90 วัน เตือนไว้ด้วยใจรัก

ผมแว่บไปเขียนประชาสัมพันธ์เชิญชวนศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ให้กลับไปร่วมงานคืนสู่เหย้า 80 ปีของโรงเรียนในวันศุกร์ที่ 2 ก.พ.นี้ ถึง 2 วันซ้อนๆ

ก็เลยยังไม่ได้เขียนถึงเรื่องการเลือกตั้งที่คงจะต้องเลื่อนออกไปจากโรดแม็ปเดิมอีก 90 วัน อย่างแน่นอนแล้ว หลังจากที่ สนช. เสียงส่วนใหญ่ถึง 196 เสียง มีมติเห็นชอบกับข้อเสนอแก้ไขมาตรา 2 ของร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ให้มีผลใน 90 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา แทนที่จะมีผลทันทีทันใดเหมือนร่างเดิม

เมื่อเป็นเช่นนี้การเลือกตั้งก็จำเป็นจะต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วัน และก็น่าจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นอย่างเร็วที่สุด

ผมเป็นคนหนึ่งที่เสนอความคิดเห็นว่า ไม่อยากให้เลื่อนออกไปเลย เพราะกำหนดเดิมคือ เดือนพฤศจิกายนปี 2561 นั้น เหมาะสมที่สุดแล้ว

เหมาะสมทั้งในแง่ที่เป็นคำมั่นสัญญาที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แจ้งไว้แก่ผู้นำของประเทศสำคัญๆของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ขณะเดียวกัน ก็เป็นความเหมาะสมในแง่ระยะเวลา เนื่องจากรัฐบาลของท่านนายกฯ ประยุทธ์ อยู่มานานพอสมควร เดือนพฤษภาคมนี้จะครบ 4 ปี และอยู่ต่อไปถึงพฤศจิกายนก็ราวๆ 4 ปี 6 เดือน พอๆกับช่วงเวลาอายุรัฐบาลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รวมทั้งหากเทียบกับอัตราความพอใจของคนไทยที่พึงมีต่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งเท่าที่ผ่านมาในอดีต โดยเฉลี่ยก็จะอยู่ที่ 4 ปีนั่นแหละ คือพอเข้าใกล้ 4 ปี ก็จะเริ่มเบื่อหรือออกอาการเบื่อกันแล้ว

ดังเช่นที่เราก็เริ่มได้ยินเสียงบ่นกันอยู่บ้างแล้วในทุกวันนี้

ด้วยใจจริงแล้วผมก็อยากได้พลเอกประยุทธ์มาเป็นนายกฯต่ออีกสักสมัยหนึ่ง แม้จะเป็นระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่นักประชาธิปไตยโดยแท้ๆ ส่วนใหญ่คงไม่ชอบใจเท่าไรนัก

แต่ด้วยประสบการณ์ในอดีต เมื่อมองจากผลการพัฒนาประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ผมก็เห็นว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบมีส่วนในการผลักดันให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้ดีกว่าระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ จึงยอมรับได้ที่เราจะอยู่ในภาวะครึ่งใบไปอีกระยะหนึ่ง

เมื่อยอมรับแล้วก็อยากให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ตามโรดแม็ปต่างๆ อันเป็นที่รับรู้กันแล้วโดยทั่วไปว่าคือเดือนพฤศจิกายนปีนี้

ครั้นจู่ๆจะเลื่อนออกไป ผมก็เกรงว่าความรู้สึกของผู้คนที่เริ่มเบื่อๆ แล้วนั้น จะเบื่อถึงที่สุดหรือเปล่า?

อารมณ์คนไทยนั้นวัดยากครับ พอถึงที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือจุดใดจุดหนึ่งแล้วก็จะกลายเป็นภาวะ “เบรกแตก” เหมือนรถยนต์เบรกแตก จนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นหลายครั้ง

เรื่องของการไม่ปฏิบัติตาม “สัจวาจา” ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเหตุเมื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่เคยบอกว่าจะไม่เป็นนายกฯ หวนกลับมาเป็นนายกฯ ทำให้คนไทยเบรกแตกหาว่าท่านเสียสัจจะ จนเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” มาแล้วในอดีต

ผมก็พลอยห่วงว่าการเลื่อนเลือกตั้งไปอีก 3 เดือน หากคนไทยมองว่า “เสียสัจจะ” ขึ้นมาอีก จะกลายเป็นเหตุให้เกิดอะไรๆอีกหรือไม่?

จริงอยู่ดีกรีของ “สัจจะ” อาจจะต่างกัน เพราะในอดีตบอกไม่เป็นนายกฯแล้วกลับมาเป็นนายกฯ แต่ครั้งนี้บอกขอเวลาอีกแค่ 3 เดือนเท่านั้น

อาจจะไม่มีอะไรรุนแรงเหมือนครั้งก่อน…แต่ผมก็อดห่วงไม่ได้ เพราะเดาใจคนไทยไม่ค่อยถูกอย่างที่ว่า

ถ้าการขอเลื่อนเลือกตั้งเป็นเหตุทำให้วุ่นวายเสียแล้ว การเปลี่ยนผ่านก็จะไม่ราบรื่น…ผมก็หวั่นเพียงเท่านี้แหละครับ

แต่เมื่อท่านไม่หวั่นและเห็นว่าเลื่อนอีก 90 วัน คงไม่เป็นไร และบัดนี้ก็เลื่อนมาแล้ว ก็คงต้องเป็นไปตามนั้นละครับ ผมก็ถือว่าได้ทำหน้าที่เรียนเตือนแล้ว ก็หมดหน้าที่ของผมไป จากนี้ก็ขอเอาใจช่วยให้การยืดเวลา 90 วันจงผ่านไปด้วยดี ไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากนักจากผู้ไม่เห็นด้วย

เท่าที่ดูปฏิกิริยาก็รู้สึกว่ามีแค่เสียงบ่นเท่านั้น คงไม่มีอะไรบานปลายไปถึงขั้นเบรกแตกแต่อย่างใด…ผมก็ขอภาวนาให้เป็นเช่นนั้น

เศรษฐกิจปีนี้น่าจะดีขึ้นแน่ตามแนวโน้มโลก หากรัฐบาลไทย บริหารประเทศให้ดีๆและขออย่าให้มีอะไรวุ่นวายเกิดขึ้น…คนไทยน่าจะลืมตาอ้าปากกันได้พอสมควร ยังไงๆก็ขอให้ใจเย็นๆกันทุกๆฝ่ายนะครับ.

“ซูม”