zoomzogzag.com

zoomzogzag.com header image 2

วันแห่งความทรงจำ

December 6th, 2009 · No Comments

ผมตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ได้ฟังนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวทางโทรทัศน์ เมื่อวันอาทิตย์ก่อนแล้วว่าจะต้องหาโอกาสไปร่วมในพิธีเปิดงาน “ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี” ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ในวันที่ 3 ธันวาคม ให้จงได้

เพราะอยากจะมีส่วนในการบันทึกภาพงานประวัติศาสตร์งานนี้ไว้ด้วย 2 ตาของผมเอง

แม้จะตระหนักดีว่าในการเดินทางเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลางในช่วงเวลาหัวค่ำของวันเปิดงาน ซึ่งตรงกับวันทำงานตามปกติของส่วนราชการและบริษัทห้างร้านด้วยนั้นคงไม่ใช่ง่ายๆ นัก 

แต่ผมก็ปวารณาตัวไว้ว่า จะให้รถตระเวนข่าว ของโรงพิมพ์ไปส่งผมในจุดที่ใกล้ถนนราชดำเนินที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ จากนั้นก็จะใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปเอง

ปรากฏว่าผมต้องลงเดินจริงๆ เพราะรถตระเวนของเราไปติดแหง็กอยู่แถวๆ หน้าสนามม้านางเลิ้ง หลังจากที่เราลงจากทางด่วนตรงบริเวณทางลง ยมราช ไม่นานนัก

ผมบอกให้โชเฟอร์หาทางกลับโรงพิมพ์เอาเองพร้อมกับลงเดินเลาะลัดเรื่อยมา ผ่านตลาดนางเลิ้งผ่านโรงพักนางเลิ้ง ซึ่งเป็นถิ่นเก่าของผมไปจนถึงป้อมมหากาฬ สะพานผ่านฟ้า ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่เปิดงานเฉลิมฉลอง 82 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ในชั่วเวลาประมาณ 10 กว่านาทีเท่านั้น

ขณะนั้นเพิ่งทุ่มเศษๆ ยังมีเวลาอีกเกือบชั่วโมงเต็มๆกว่านายกฯอภิสิทธิ์จะมาทำหน้าที่ประธานในการเปิดงาน

ผมตัดสินใจเดินผ่านเวทีป้อมมหากาฬลึกเข้าไปในถนนราชดำเนินกลาง เพื่อจะดูว่าบรรยากาศทั่วๆ ไปว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการจัดงานอย่างยิ่งที่สั่งปิดถนนราชดำเนินกลางให้เป็นถนนสำหรับ “คนเดิน” โดยเฉพาะ นานๆจะมีรถตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่ผ่านไปผ่านมาสักคัน 

แม้จะเป็นเวลาทุ่มเศษๆ แต่เนื่องจากเป็นหน้าหนาวทำให้ประเทศไทยของเรามืดเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้ดวงไฟและแสงไฟที่ประดับประดาไว้ในถนนราชดำเนินทั้งสายจึงส่องประกายเจิดจ้าออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา

แต่สำหรับครั้งนี้เป็นการเดินที่สบายใจและมีความสุขอย่างที่สุด เพราะทั้ง 2 ฟากถนนมีแต่แสงไฟที่สวยงามและพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ในหลายๆ พระอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ประดิษฐานไว้เป็นช่วงๆ

คงต้องบอกด้วยว่า จุดเด่นของงานนี้ นอกจากการประดับไฟอันสวยงามแล้ว ยังประกอบด้วยการออกร้านของกระทรวงทั้ง 14 กระทรวง พร้อมด้วย กทม. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เรียงรายอยู่ทั้ง 2 ฟากถนนราชดำเนิน

ทุกๆ หน่วยงานต่างระดมสารพัดความรู้มาให้ดูชม และให้บริการต่างๆ ที่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานไปด้วยพร้อมๆ กัน

ของ  กระทรวงการคลัง  ต้องยกให้กรมธนารักษ์ ที่นำเหรียญที่ระลึกของวาระอันเป็นมิ่งมงคลนี้มาจำหน่ายด้วย มีผู้คนเข้าคิวอุดหนุนยาวเหยียด

รวมทั้งสายรัดข้อมือสีชมพู สายละ 99 บาท ของสำนักปลัดกระทรวงการคลัง ก็ขายดีมาก  เพราะใครให้ธน–บัตรใบละร้อย  เจ้าหน้าที่จะทอนให้ 1 บาท ด้วยเหรียญบาทพิเศษที่จัดทำขึ้นสำหรับงานนี้เท่านั้นเป็นของแถม

สำหรับกระทรวงอื่นๆ ก็มีจุดโดดเด่นต่างกันไป อย่างเช่น ของ กระทรวงศึกษาธิการ นั้น ได้ยกโรงเรียนเสริมสวยเคลื่อนที่ของ “คุณโจ แอนด์ แซคซ์” มาให้บริการ “ตัดผม” กลางแจ้ง ที่ริมถนนราชดำเนิน โดยไม่คิดมูลค่า มีแฟนๆ เข้าคิวรอใช้บริการยาวเหยียดพอสมควร

ที่เรียกแฟนได้เยอะอีกกระทรวงหนึ่งก็คือกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีการแจกพาสปอร์ตจำลองให้เล่มหนึ่ง สำหรับถือไปให้สถานทูตต่างๆ ที่มาร่วมงานนี้ด้วย ประทับตราพิเศษเป็นที่ระลึก

ขณะเดียวกันก็ยกทีมงานจัดทำพาสปอร์ตตัวจริงเสียงจริง จากกรมการกงสุล มารับทำพาสปอร์ตจริงๆ ที่คูหาชั่วคราวริมถนนราชดำเนินกันเลย…ทำเสร็จ รอประมาณ 2 สัปดาห์ กรมการกงสุลจะส่งไปรษณีย์ไปให้ถึงบ้าน

ท่านที่มีความประสงค์จะทำพาสปอร์ตในงานนี้อย่าลืมพกบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วยก็แล้วกัน

ผมคงไม่สามารถรายงานผลงานของส่วนราชการได้ทั้งหมด เพราะมีความจำเป็นจะต้องรีบเดินย้อนกลับมาร่วมพิธีเปิดงานที่บริเวณป้อมปราการ ในเวลา 20.00 น.

ปรากฏว่าท่านนายกฯ มาตรงเวลาเป๊ะ แต่กว่าจะเริ่มพิธีก็ผ่านไปสัก 10 กว่านาทีเห็นจะได้ เพราะต้องรอโทรทัศน์ที่จะถ่ายทอดสด

ส่วนไฟที่ประดับอยู่รอบๆ ก็ดับมืดลงชั่วขณะ เพื่อรอให้นายกฯกดปุ่มเปิดเสียก่อน จึงจะกลับมา สว่างไสวอีกครั้ง

ขณะนั้นผู้คนต่างก็ทยอยมาที่หน้าเวทีแออัดยัดเยียดไปหมด และส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อสีชมพู อันเป็นสีแห่งความสดใส และความรัก ที่ใช้เป็นสีของการจัดงานวันเฉลิมฯปีนี้

พิธีเปิดดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและไม่เยิ่นเย้อ และทันทีที่นายกฯอภิสิทธิ์กล่าวคำว่า “ผมขอเปิดงาน ณ บัดนี้” แสงไฟโดยรอบถนนราชดำเนินก็สว่าง ไสวขึ้นในพริบตา พร้อมกับเสียงจุดพลุที่ดังกึกก้องมา รอบๆ ทิศทาง ตั้งแต่หัวถนนไปจนสุดถนน

นับเป็นภาพที่ประทับใจอย่างยิ่งและแปลกตาอย่างยิ่งเมื่อเห็นพลุหลากสีพวยพุ่งขึ้นจากยอดตึกต่างๆ อย่างสวยสดงดงาม

เมื่อพลุจางลงแล้ว ประชาชนหลายหมื่นคนที่ไปร่วมพิธีเปิด ต่างก็ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหาราชากึกก้อง

รวมทั้งเปล่งเสียงคำว่า “ทรงพระเจริญ” ติดต่อกันอีก 3 ครั้ง ด้วยเสียงที่กระหึ่มไม่แพ้กันเลย

ผมรู้สึกตื้นตันที่ขอบตาและในที่สุดก็มีน้ำตาหยดเล็กๆ ไหลลอดออกมาหลายหยด อันเป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มและสุขใจเป็นล้นพ้นที่ได้เกิดมาเป็นข้าแผ่นดินในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและได้มีโอกาสมาเป็นหนึ่งในจำนวนประชาชนหลายหมื่นคนในค่ำคืนอันสำคัญยิ่งคืนนี้

จากนั้นพิธีกรของงานก็ประกาศว่าจะมีการแห่รถประดับไฟของกระทรวงต่างๆ   และยังจะมีการแสดงแสงสีเสียงในชุด “แสงพระบารมี ผสานไทย สมานฉันท์” อีก 1 ชุด

แต่ผมตัดสินใจไม่อยู่รอดูอีกแล้ว รีบเดินออกจากถนนราชดำเนิน เพื่อไปหาจุดที่รถแท็กซี่ผ่านใกล้ที่สุด เพื่อกลับโรงพิมพ์

ผมอยากจะให้การไปร่วมพิธีเปิดงานเฉลิมฉลอง 82 พรรษา ของผมจบลงที่หยาดน้ำตาแห่งความปลื้มปีติมากกว่าอะไรทั้งหมด

เพื่อจะเก็บความประทับใจที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของผม ณ ถนนราชดำเนินเมื่อค่ำคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2552 ไว้ตลอดไป.

“ซูม”

Tags: ซอกแซกล่าสุด · ท่องเที่ยว