อุตส่าห์ล่ำลาเอาไว้เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วว่าจะขอจบเรื่องราวของการไปเยือนญี่ปุ่นสั้นๆ ของผมคราวนี้ด้วย “ชาบูชาบู” อาหารอร่อยในหม้อต้มร้อนๆ แล้วเชียวนา
แต่เอาเข้าจริงๆ พอไปพลิกสมุดบันทึกออกดูก็พบว่า ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ควรเขียนถึงเป็นอย่างยิ่ง
ผมบันทึกเอาไว้ในหน้ากระดาษแผ่นสุดท้ายพอดี เพราะกำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับบ้านอยู่รอมร่อ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัดไทยในญี่ปุ่นครับ…วัดที่มีอุโบสถทรงไทยสวยมาก ตั้งอยู่กลางทุ่งนาญี่ปุ่น ห่างจากสนามบิน นาริตะ ไม่ถึง 20 กม.
เรื่องวัดเรื่องพระ คนไทยเราให้ความสนใจอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นพุทธมามกะ
เมื่อผมอุตส่าห์ไปพบ ไปเห็นและไปสักการะวัดไทยในต่างแดนมาทั้งที ไม่เอามาเล่าสู่กันอ่าน ก็ดูกระไรอยู่
ถ้าจะว่าไปแล้ว การแวะไปวัดไทยที่ญี่ปุ่นของผมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ เพราะไม่ได้อยู่ในแผนงานหรือกำหนดการของผมเลย
วันเดินทางกลับ…พนักงานขับรถของสำนักงานส่งเสริมสินค้าฯ กระทรวงพาณิชย์ ที่โตเกียว ที่มาอำนวยความสะดวกให้แก่ผม เกรงว่ารถจะติดเพราะเป็นวันจันทร์ จึงขอมารับผมไปสนามบินนาริตะเร็วกว่าปกติ
ที่ไหนได้ ถนนเกิดว่างโล่งอย่างไม่คาดฝัน ทำให้ผมมีเวลาเหลือแยะมาก และไม่อยากจะเสียเวลาอยู่ที่สนามบิน จึงถามพ่อหนุ่มโชเฟอร์ว่าแถวๆ นี้มีที่เที่ยวอะไรน่าสนใจบ้าง
พ่อหนุ่มตอบว่า…”ไปที่วัดไทยดีไหมครับ? อยู่ใกล้ๆ สนามบินนาริตะนี่แหละครับ…พี่จะได้ไม่เสียเวลามาก”
ผมฟังแล้วก็หูผึ่ง รีบตอบตกลงทันที ตามประสาคนมีอายุที่มักจะคิดถึงวัดวาอารามมากกว่าอะไรอย่างอื่น
ขณะเดียวกันจากประสบการณ์ของผมที่ไปมาหลายประเทศพบว่า…ที่ใดมีวัดไทยย่อมจะมีคนไทย และมักจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจให้เขียนถึงแทบทุกประเทศ
ปรากฏว่าไม่ผิดหวังครับ เพราะที่วัดไทยในญี่ปุ่นแห่งนี้ ก็มีอะไรๆ ที่น่าเขียนถึงพอสมควรทีเดียว
ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงที่ตั้งวัด ซึ่งค่อนข้างจะอยู่ลึกและหายากมากสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย
แต่พ่อหนุ่มพนักงานขับรถ สำนักงานส่งเสริมสินค้าฯ ชำนาญทางมาก เลี้ยวปั๊บลงจากทางด่วนที่มาจากโตเกียว ก่อนถึงสนามบินนาริตะเล็กน้อย (จำได้ คลับคล้ายว่าเป็นตึกของสายการบิน ANA)
จากนั้นจะเข้าสู่ถนนเล็กๆ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาเข้าสู่บริเวณท้องนาและที่โล่งลึกเข้าไปเรื่อยๆ
แผล็บเดียวก็มองเห็นหลังคาอุโบสถ ที่สร้างแบบไทยๆ หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางท้องนา… ซึ่งเป็นเหตุให้ผมต้องขยี้ตาหลายครั้ง เพราะนึกว่าเรากำลังอยู่แถวๆ อยุธยา หรืออ่างทอง ที่มีวัดสวยๆ อยู่กลางทุ่ง
แต่พอมองเห็นป้ายโฆษณาภาษาญี่ปุ่น มองเห็นลักษณะบ้านเรือนและต้นไม้ต่างๆ ก็รู้ว่ายังไงๆ ก็ไม่ใช่เมืองไทยแน่นอน
เมื่อไปถึงวัด เห็นอุโบสถทรงไทยหลังใหญ่ อยู่ระหว่างก่อสร้าง สวยสดงดงามมาก ซึ่งผมคงบรรยายไม่ถูก นอกจากจะขอให้ท่านผู้อ่านชมภาพกันเอาเอง
ที่ศาลาชั่วคราวของวัดมีประสกสีกาชาวไทยหลายสิบคนจากต่างเมืองต่างจังหวัด แวะมานมัสการและนั่งรวมกันอยู่กลุ่มใหญ่
จากการสอบถามทำให้ทราบว่า ในแต่ละวันจะมีชาวไทยทั้งจากโตเกียวและต่างจังหวัด แวะมาที่วัดเสมอๆ
มาทำบุญบ้าง ถวายสังฆทานบ้าง สวดมนต์ภาวนาบ้าง เหมือนที่เคยทำขณะที่อยู่ในประเทศไทย
วัดนี้สร้างขึ้นโดยสุภาพสตรีไทยที่มาประสบความสำเร็จในการตั้งร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น ชื่อร้าน “แก้วใจ” มีสาขาถึง 6 แห่งด้วยกัน
เนื้อที่วัดมีขนาดประมาณ 20 ไร่ เป็นโรงงานเก่า มีบ้านพักคนงาน 1 หลัง มีโรงยิม 1 โรง และมีที่ว่างกว้างขวางพอสมควร เหลือเป็นที่จอดรถ และบริเวณวัดพอที่จะสร้างอะไรอื่นๆ ได้อีกมาก
คณะกรรมการวัดได้ดัดแปลงให้โรงยิมเป็นศาลาชั่วคราว และบ้านพักคนงานก็กลายเป็นกุฏิ ส่วนที่ว่างก็ก่อสร้างอุโบสถ พร้อมที่จอดรถ และเร่งระดมปลูกต้นไม้และไม้ดอกเอาไว้รอบๆ
ในแต่ละปี จะมีพระสงฆ์จาก วัดปากน้ำภาษีเจริญ มาจำพรรษา 5 รูป และด้วยความผูกพัน ประกอบกับอยู่ในความอุปถัมภ์ของวัดปากน้ำภาษีเจริญโดยตรง คณะกรรมการจึงตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดปากน้ำญี่ปุ่น”
การก่อสร้างอุโบสถใกล้แล้วเสร็จ เหลือแค่การตกแต่งประดับประดาภายในที่ยังไม่สมบูรณ์ และยังคงมีการก่อสร้างเพิ่มเติมอยู่บ้างในขณะนี้
นับเป็นเวลาประมาณ 10 ปี นับแต่สร้างวัดไทยแห่งนี้ขึ้น ต่อมาในภายหลังได้รับการยอมรับจากฝ่ายราชการไทย โดยเฉพาะทุกครั้งที่มีงานสำคัญๆ ทางศาสนาจะมีผู้ใหญ่จากสถานทูตไทยแวะมาร่วมงานด้วยเสมอๆ
ในเอกสารแจกที่เป็นข่าวสังคม รายงานความเคลื่อนไหวของวัดระบุว่า อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว กษิต ภิรมย์ ได้ไปเป็นประธานในพิธีสำคัญๆ เช่น อาสาฬหบูชา, วิสาขบูชา ฯลฯ ตลอดเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่ง
เอกสารดังกล่าวรายงานด้วยว่า แต่ละครั้งที่มีงานทำบุญ หรือเวียนเทียน จะมีคนไทยมาร่วมไม่ต่ำกว่า 300-400 คน จนแน่นขนัดไปทั่วบริเวณวัด
งานใหญ่ที่ทางวัดขึ้นกระดานแจ้งไว้สำหรับปีนี้ ก็มีงานออกพรรษา งานทอดกฐินสามัคคี พิธีลอยกระทง งานวันพ่อแห่งชาติ และงานส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม
หวังว่าของฝากที่ยังหลงเหลืออยู่ในสมุดบันทึกของผมชิ้นนี้ คงจะเป็นที่ถูกใจท่านผู้อ่านที่ใฝ่ธรรมะธัมโมไม่มากก็น้อย
ต่อไปเมื่อมีโอกาสไปญี่ปุ่น ระหว่างจะกลับบ้าน หากมีเวลาเหลือพอ จะได้แวะไปสักการบูชาก่อนขึ้นเครื่อง
เสียดายที่เส้นทางเข้าออกค่อนข้างยากลำบาก เมื่อมองจากคนนานๆ ไปญี่ปุ่นทีอย่างผม จึงไม่สามารถจะเขียนเป็นลายแทงเอาไว้ได้
เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมจดเบอร์โทรศัพท์ของวัดมาด้วย ได้แก่หมายเลข 0478-738090-92 ระหว่างอยู่ที่สนามบินนาริตะก็ลองกริ๊งกร๊างไปถามลูกศิษย์วัดที่ประจำการอยู่ที่โน่นก็แล้วกัน เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม
ผมได้รับคำบอกเล่าว่า ถ้ารถของวัดว่างและคนขับว่างและมีญาติโยมหลายคน ทางวัดมักจะส่งรถไปรับมาที่วัดอยู่บ่อยๆ
สำหรับวัดปากน้ำในประเทศไทยนั้น เป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
เจ้าอาวาสในอดีตที่ประชาชนรู้จักและให้ความนับถืออย่างสูงยิ่ง ได้แก่ พระมงคลเทพมุนี หรือ “หลวงพ่อสด” ที่แม้จะมรณภาพไปกว่า 45 ปีแล้ว (3 ก.พ. 2502) แต่ก็ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึง แม้ในปัจจุบัน
อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ แวะไปที่ วัดปากน้ำ เลขที่ 8 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ หาข้อมูลเพิ่มเติมกันเอาเองนะครับ
อาจจะได้ความรู้เกี่ยวกับวัดปากน้ำญี่ปุ่นเป็นของแถมมากกว่าที่ผมเขียนวันนี้ก็เป็นได้.
“ซูม”