zoomzogzag.com

zoomzogzag.com header image 2

ตำนาน “ตรอกซุง”

May 17th, 2009 · No Comments

เมื่อวานนี้ผมเขียนไว้ในคอลัมน์ แนะนำหนังสือประจำวันเสาร์สั้นๆ ว่า ได้รับหนังสือที่มีประโยชน์มากเล่มหนึ่งจาก ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สำนักพิมพ์มติชน ชื่อหนังสือ ชื่อบ้านนามเมือง ในกรุงเทพฯ

 

เป็นหนังสือที่ส่าด้วยที่มาที่ไปของถนน สะพาน วัด คลอง แยก และย่านต่างๆ ในกรุงเทพมหานครของเรานี่แหละครับ

 

อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า ทำไมถนนนั้นจึงชื่ออย่างนั้น สะพานนี้จึงชื่อนี้ รวบรวมและเรียบเรียง โดย คุณศันสนีย์ วีรศิลป์ชัย

 

ที่สำคัญมากก็คือ ความเป็นมาเป็นไปต่างๆ เหล่านี้ หากไม่มีการจดบันทึกไว้ วันใดวันหนึ่งก็อาจจะสูญหายไปได้

 

อนุชนรุ่นหลังๆ ก็จะไม่มีทางทราบได้เลยว่าเหตุใดบริเวณนั้นจึงชื่อเช่นนั้น บริเวณนี้จึงชื่อเช่นนี้ ทำนองเดียวกัยเรื่องราวหลายๆ เรื่องที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยจนถึงบัดนี้

 

นอกจากจะชื่นชมและขอบคุณผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้แล้ว เผอิญผมมีความหลังอยู่กับ 2  ตรอก…เป็นความหลังที่เนิ่นานมาก แต่ไม่เคยรู้เลยว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

 

ตรอกแรกก็คิอ ตรอกโรงไหม ถนนพระอาทิตย์ครับ

 

ตรอกโรงไหมที่ว่านี้ จะอยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยนาฏศิลป์ หรือเยื้องๆ ร้านอาหารท่าน้ำของสโมสรกรุงเทพมหานครมาหน่อยหนึ่ง

 

เรียกว่าถ้าเราขับรถเลี้ยวเข้าถนนพระอาทิตย์ทางด้านที่มาจากสนามหลวง หรือโรงละครแห่งชาติปุ๊บ จะถึงตรอกโรงไหมทันที (อยู่ฝั่งขวามือ)

 

เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ในตรอกโรงไหมจะเป็นที่ตั้งของค่ายมวย วรวุฒิ ซึ่งมี ผุดผาดน้อย วรวุฒิ ยอดนักชกรูปหล่อเป็นนักมวยเอกประจำค่าย

 

เลยไปหน่อยจะเป็นหอพัก ชื่อ หอพักเวชธรรม ซึ่งผู้อาศัยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ หรือไม่ก็คนทำงานที่จบธรรมศาสตร์แล้วแต่ยังไม่มีปัญญาซื้อบ้านเลยต้องอยู่หอพักต่อ

 

ทะลุออกไปอีกซีกหนึ่งจะเป็นบริเวณโรงกษาปณ์ ซึ่งสมัยก่อนจะมีโรงอาหารที่มีชื่อเสียงมาก ข้าวแกงถูก โอเลี้ยงถุก…โดยเฉพาะโอเลี้ยงโรงกษาปณ์แก้วขนาดยักษ์ สนนราคาเพียงแค่ 50 สตางค์ ก่อนจะขึ้นเป็น 75 สตางค์ และ 1 บาท ในภายหลังเป็นที่เลื่องลือทั่วกรุง

 

ช่วงเรียนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ ผมอยู่ประจำที่หอพักแห่งนี้ จึงมีความคุ้นเคยกับตรอกโรงไหม ตลอดจนย่านถนนพระอาทิตย์ ย่านวัดชนะสงคราม และหลังโรงกษาปณ์เป็นอย่างยิ่ง

 

แต่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ทำไมที่หอพักของผมตั้งอยู่จึงมีชื่อว่า ตรอกโรงไหม… จนกระทั่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้…ซึ่งบันทึกไว้ว่า

 

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ปรากฎหลักฐานว่ามีโรงไหมหลวงอยู่ 2 โรง โรงหนึ่งอยู่บริเวณใกล้สะพานช้างโรงสี ริมคลองคูเมืองเดิม อีกโรงหนึ่งอยู่ใกล้บริเวณวังหน้า

 

โรงที่ใกล้สะพานช้างโรงสีเลิกกิจการไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คงเหลือแต่โรงไหมใกล้วังหน้า เป็นที่ทอพระภูษาทรงพระเจ้าอยู่หัว และทอผ้าสำหรับพระราชทานเจ้านายและข้าราชการ

 

อย่างที่เรียกกันว่า ผ้าสมปัก มีเจ้าคุณหญิงเป้า ธิดาสมเด้จพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เป็นผู้กำกับการควบคุมการผลิตพระภูษาทรง และผ้าสมปักตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย่หัว

 

จนถึงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเลิกกิจการ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบข้าราชการมาเป็นผ้าม่วง และผ้าอ่นๆ ซึ่งนิยมใช้ผ้าที่สั่งจากต่างประเทศ

 

โรงไหมหลวงจึงเป็นที่สำคัญแห่งหนึ่งในสมัยนั้น ใช้เรียกเป็นชื่อสถานที่ใกล้เคียง เช่น ถนนโรงไหม คือถนนที่อยู่ริมคลองคูเมืองตัดผ่านโรงไหมหลวง

 

ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงเป็นถนนสมัยใหม่และบริวณนั้นไม่มีโรงไหมตั้งอยู่แล้ว จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ถนนเจ้าฟ้า ตามความเหมาะสม

 

ส่วนชื่อ คลองโรงไหม นั้น ปรากฎว่ามี 2 คลอง คือคลองที่ขุดแยกจากคลองรามบุตรี หลังวัดตองปุ ปัจจุบันคือวัดชนะสงคราม มาออกคลองคูเมืองเดิมข้างๆ โรงกษาปณ์ในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ยังใช้เรียกชื่อคลองคูเมืองเดิม ตอนที่ผ่านโรงไหมหลวงนี้ว่า คลองโรงไหม เช่นกัน

 

ต่อมาเมื่อถมคลองต่างๆ และปรับที่สร้างอาคารโรงเรือน เกิดเป็นตรอกซอกซอยขึ้นมาหลายแห่งในบริเวณดังกล่าว

 

เพื่อเป้นการรักษาเรื่องราวในอดีตให้คงอยู่ กรุงเทพมหานครจึงตั้งชื่อตรอกแห่งหนึ่งในบริเวณโรงไหมหลวงว่า ตรอกโรงไหม ด้วยประการฉะนี้

 

ครับ! ผมอาศัยอยู่ในตรอกนี้มาตั้งนานเพิ่งจะรู้ที่มาที่ไป ตอนแก่แล้วนี่เอง

 

เมื่อ 4-5 ปีก่อนผมเคยแวะไปเยี่ยมเยียนหนหนึ่ง พบว่าหอพักที่ผมเคยอยู่ถูกรื้อสร้างใหม่เป็นโรงแรมเล็กๆ ประเภทเกสต์เฮาส์มีฝรั่งมังค่าที่หลามมาจากถนนข้าวสารเช่าอยู่เต็ม

 

ค่ายมวย วรวุฒิ และบ้านอื่นๆ ที่ผมคุ้นเคยก็หายไปหมดสิ้น รวมทั้งบ้านป้าหลังหอที่ผมเคยผูกปิ่นโตแบบเซ็นได้ (2-3 เดือนจ่ายที) ก็หายไปเช่นกัน

 

สำหรับตรอกอีกตรอกหนึ่งที่ผมมีความผูกพันพอสมควร ได้แก่ ตรอกซุง ที่บางรักโน่นครับ

 

เหตุที่ผูกพันไม่ใช่เพราะผมเคยไปอยู่อาศัยอะไรหรอก แต่เป็นเพราผมชอบรับประทานข้าวขาหมู และเป้นแฟน ข้าวขาหมูตรอกซุง มานานพอสมควร

 

ทุกวันนี้เวลาคิดถึงก็มักจะนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสไปลงสถานีสะพานตากสิน แล้วเดินย้อนมาที่ตรอกซุงบางรัก รับประทานข้าวขาหมูที่ยังคงเปิดร้านอยู่สัก 1 จาน พอให้หายคิดถึงอยู่เสมอๆ (ไม่กล้ารับประทานมาก เพราะหมอห้าม)

 

ตำนานตรอกซุง ในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า

 

ในบริเวณ (บางรัก) เคยมีคลองเล็กๆ ไหลผ่านไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งครั้งหนึ่งมีผู้พบต้นรักขนาดใหญ่ อย่างที่เรียกว่าต้นซุงจมอยู่ในคลองนั้น

 

ความใหญ่ของไม้รักที่พบครั้งนั้นเป็นที่สงสัย และเล่าลือกันถึงที่มา แต่ไม่มีผู้ใดทราบว่าซุงไม้รักนั้นมาจากไหน

 

ต่อมาครั้งใดที่เอ่ยถึงสถานที่บริเวณนั้นก็จะใช้ชื่อไม้รักเป็นที่หมาย เมื่อเวลาผ่านไปคำเรียกไม้รัก ไม่เป้นที่รับรู้ของคนรุ่นหลังๆ จึงกลายเป็น บางรัก ไปในที่สุด

 

ส่วนคลองที่พบซุงไม้รักนั้นเรียกติดปากว่า คลองต้นซุง ภายหลังเมื่อถมคลองกลายเป็นตรอก จึงเรียกว่า ตรอกซุง

 

ครับ! ได้คำตอบทั้งที่มาของ บางรัก และ ตรอกซุง ที่อย่ในย่านบางรักในปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน

 

แต่ตำนาน ขาหมูตรอกซุง คงจะต้องไปค้นหาจากที่อื่นครับ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกไว้…แฮ่ม!

 

ซูม

Tags: สาระน่ารู้