ผมไปไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ ซิตี้ ของเวียดนามมาแล้ว 2 ครั้ง รวมครั้งล่าสุดนี่ด้วย จึงเป็น 3 ครั้ง
ถามว่าชอบไหม? ก็คงต้องบอกว่าชอบละครับ…เพราะถ้าไม่ชอบจะไปทำไมตั้ง 3 หนล่ะ
ถามต่อว่า ชอบตรงไหนเอ่ย? ผมก็สามารถที่จะตอบได้ทันทีว่า ชอบเพราะไซ่ง่อนเป็นเมืองในจินตนาการของผมมาเป็นเวลาร่วมๆ 40 ปีแล้วกระมัง
ในฐานะคนแปลข่าวต่างประเทศเมื่อปี ค.ศ.1970 หรือ 2513 นั้น ข่าวที่จะต้องแปลทุกวันและวันละหลายๆ หน้าก็คือ ข่าวสงครามเวียดนามนี่แหละ
ทำให้ผมคุ้นเคยกับนครไซ่ง่อนเมืองหลวงของเวียดนามใต้ อันเป็นที่ตั้งของรัฐบาลเวียดนามใต้ และกองบัญชาการหลักของสหรัฐฯ ตลอดจนสำนักข่าวต่างประเทศทั้งหลายแหล่ในยุคนั้น
เวลามีรายงานข่าวการสู้รบเกิดขึ้น เขาก็จะบอกตั้งแต่บรรทัดแรกเลยว่า ข่าวนี้ส่งมาจากไซ่ง่อน เซาต์ เวียดนาม
วันที่ไซ่ง่อนแตก 30 เมษายน ปี 1975 หรือ 2518 ผมย้ายจากฝ่ายข่าวต่างประเทศของโรงพิมพ์เก่ามานั่งเขียนคอลัมน์ทั่วๆ ไปกับไทยรัฐเรียบร้อยแล้ว
แต่ก็ยังติดตามข่าวคราวอย่างใกล้ชิด และยังจำภาพคนเวียดนามใต้นับพันคนที่พยายามหนีตายไปที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำไซ่ง่อน เพื่อที่จะขอขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกจากไซ่ง่อน…ได้อย่างติดตา
ความทารุณเกิดขึ้นตรงที่ชาวเวียดนามที่สถานทูตสหรัฐฯ ไม่ยอมให้ขึ้น ฮ. ต่างพากันกระโดดเกาะส่วนล่างสุดของ ฮ. โดยคิดว่าจะโหนไปได้
แต่แรงดึงดูดของโลกนั้นหนักหนาเกินกว่าที่ผู้หนีตายเหล่านั้นจะคาดถึง และเพียงเฮลิคอปเตอร์ทะยานขึ้นไปหน่อยเดียว มือที่โหนก็สู้แรงดึงดูดของโลกไม่ไหวค่อยๆ หล่นลงมาจนร่างแหลกเหลว คนแล้วคนเล่า (เหมือน มิตร ชัยบัญชา ของเรา)
วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์บ้านเราพาดหัวข่าวว่า “ไซ่ง่อนแตก” ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม และอีกไม่นานนักเพื่อนรักผมคนหนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้ว คุณ พงษ์ พินิจ ก็เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งตั้งชื่อเรื่องว่า “สิ้นชาติ”
รวบรวมเหตุการณ์สงครามเวียดนามตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายเอาไว้อย่างละเอียดลออ กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในห้วงเวลาดังกล่าว
ผมถึงได้บอกว่า ไซ่ง่อนเป็นเมืองในฝันของผมด้วยเหตุฉะนี้ เพราะคุ้นเคยตั้งแต่นั่งแปลข่าวเอง จนกระทั่งถึงวันไซ่ง่อนแตกที่ดูจากโทรทัศน์ อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ และอ่านจากหนังสือของเพื่อนผมเอง
ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบลง หลังจากเวียดกงยึดเวียดนามใต้ได้สำเร็จ รวมเป็นประเทศเวียดนามเพียงหนึ่งเดียว
ทางการก็เปลี่ยนชื่อ “ไซ่ง่อน” เป็น “โฮจิมินห์ ซิตี้” เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ลุงโฮ” ผู้นำในการปฏิวัติขับไล่ฝรั่งเศส และนำเวียดนามเหนือสู้กับเวียดนามใต้ และสหรัฐอเมริกาอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน
น่าเสียดายที่ลุงโฮถึงแก่อสัญกรรมไปเสียก่อน เมื่อปี 1969 จึงมิได้เห็นความสำเร็จในการเข้ายึดไซ่ง่อนในปี 1975 แต่วิญญาณของท่านก็คงจะภาคภูมิใจที่ลูกหลานของท่านเปลี่ยนชื่อไซ่ง่อนมาเป็นชื่อท่านแทน
ผมมีโอกาสไปเยือนอดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ครั้งแรกประมาณ 10 ปีที่แล้ว จำได้ว่าเก็บมาเขียนด้วยความประทับใจถึง 6-7 วัน
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า เวียดนามมิได้ “สิ้นชาติ” แต่ประการใด…กลับกลายเป็น “ชาติเกิดใหม่” ที่กำลังเดินเตาะแตะและค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นประเทศที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต
ไซ่ง่อนนอกจากจะไม่ตาย ยังเติบโตอย่างรวดเร็วพอสมควร ภายใต้ชื่อใหม่
ผมใช้คำว่าพอสมควร เพราะเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนที่ผมไป ผมมีความรู้สึกว่า นครโฮจิมินห์มีลักษณะคล้ายๆ กับกรุงเทพมหานครในช่วงปี 2501 ที่ผมมาเรียนหนังสือใหม่ๆ
ตึกรามยังมีไม่มากนัก รถรายังไม่มากนัก และต้นไม้เขียวชอุ่มไปหมด
ผมไปเที่ยวนี้แม้จะมีข่าวอยู่ตลอดเวลาว่า เศรษฐกิจเวียดนามพุ่งปรู๊ดๆ แต่ถ้าดูจากตึกรามบ้านช่องที่เห็น ผมประมาณว่าไซ่ง่อนยังเหมือนๆ กับกรุงเทพฯเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง
คือเริ่มจะมีตึกสูงๆ โผล่ขึ้นมาบ้าง แต่ก็เพียงไม่กี่ตึก และก็ไม่สูงอะไรมากนัก…ราวๆ ตึกดุสิตธานี หรือโรงพยาบาลหัวเฉียวของเราได้กระมัง?
แต่ความเปลี่ยนแปลงของโฮจิมินห์ที่ผมเห็นแล้วทึ่งก็คือ เรื่องการจราจรติดขัดต่างหากล่ะ
เพียงแผล็บเดียวจากที่ผมพบเห็นคราวก่อนกับคราวนี้ การจราจรในนครโฮจิมินห์เพิ่มปริมาณขึ้นไม่รู้กี่เท่า และที่เพิ่มมากที่สุดไม่ใช่รถเก๋งหรือรถบรรทุกนะครับ…กลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไปเสียนี่
คงต้องขยักไว้เขียนในซอกแซกวันอาทิตย์นี้ต่ออีกนิดนะครับ สำหรับฉายาของไซ่ง่อนยุคใหม่ที่ใครๆเขายกให้เป็น “มหานครแห่งจักรยานยนต์”.
“ซูม”