ผมไปญี่ปุ่นเที่ยวนี้กับคุณระวิ โหลทอง เจ้าพ่อ สื่อกีฬาเช่นเคยครับ ดูเหมือนจะเป็นครั้งที่ 4 แล้วกระมังที่มีโอกาสร่วมทางไปกับเพื่อน
จำได้ว่าตอนไปครั้งแรกๆ ผมเคยเล่าว่าคุณระวิมีความชื่นชอบและประทับใจประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก และถือเอาคนญี่ปุ่นเป็นแม่แบบในการทำงานและการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด
เหตุเพราะเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ช่วงที่เขายังเป็น ผู้สื่อข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอยู่นั้น ท่าน ผอ. กำพล วัชรพล เคยส่งเขาไปทำข่าวกีฬาโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ เมื่อ ค.ศ.1964 หรือ พ.ศ.2507 ณ กรุงโตเกียว
ทำให้เขามีโอกาสสัมผัสและรู้จักประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งได้เรียนรู้และได้สิ่งดีๆ ของญี่ปุ่นติดตัว กลับมาจนเกิดความประทับใจจนถึงปัจจุบัน
ในช่วงหลังๆ คุณระวิก็ยังชอบไปญี่ปุ่น และยังเดินทางไปญี่ปุ่นเสมอๆ เพื่อที่จะดูกิจการด้านหนังสือหนังหาจนสนิทสนมกับบริษัทตัวแทนจำหน่าย ลิขสิทธิ์หนังสือและนิตยสารชื่อดังของญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง และได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือของญี่ปุ่นมาจัดพิมพ์ จำหน่ายในบ้านเราหลายเรื่อง
รวมทั้งยังซื้อลิขสิทธิ์หัวนิตยสารญี่ปุ่นมาอีกหลายหัว และล่าสุดก็คือ “คาวาอิ” ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “เอส คาวาอิ” กับ “เรย์” โดยจับแปลงร่างเป็นนิตยสารภาษาไทยขายดิบขายดี เป็นนิตยสารเรือนแสนต่อเดือนไปแล้วทั้ง 2 เล่ม
ไปคราวนี้เพื่อนของคุณระวิซึ่งเป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทตัวแทนลิขสิทธิ์ที่โด่งดังของญี่ปุ่นรายที่ว่าจัดให้พวกเราไปที่จังหวัด ยามากาตะ ดินแดนหิมะอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น
เธอให้ข้อมูลมาก่อนว่า จังหวัดยามากาตะอยู่ห่างจากโตเกียว ราว 700-800 กม.เท่านั้นเอง จึงไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบิน เพราะสามารถที่จะเดินทางไปได้ด้วยรถด่วนหัวกระสุน “ชิงกันเซ็น” ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
คำว่า “ยามากาตะ” แปลตรงๆ ว่า “เมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขา” จึงค่อนข้างหนาวเย็นและจะมีหิมะตกค่อนข้างชุกในระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม
ตามสถิติ ยามากาตะเป็นเมืองที่มีหิมะตกมากเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และเป็นสถานที่เล่นสกียอดนิยมแห่งหนึ่งของดินแดนอาทิตย์อุทัย
นอกจากนี้ ยังมีหุบเขาอีกหุบเขาหนึ่ง มีชื่อเสียงมากในเรื่องของ “ปิศาจหิมะ” หรือ “อสูรหิมะ” (Snow Monsters) กล่าวคือ จะมีหิมะตกลงมาแล้วกลายเป็นแท่งๆเป็นรูปปิศาจ หรือสัตว์ประหลาด หรืออสุรกายต่างๆ ยืนเรียงรายเป็นร้อยๆ ตัวเลยทีเดียว
เธอบอกว่าคนญี่ปุ่นชอบ ไปดูและอยากให้เราไปดูปิศาจ หิมะ หรือ Snow Monsters ที่ว่านี้
เราจึงไปตามที่เธอแนะนำ โดยใช้บริการของรถไฟด่วน ชิงกันเซ็ง ที่ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเป๊ะ ก็ไปถึงเมืองยามากาตะ โดยไม่เสียเวลาเลยแม้แต่น้อย
พอไปถึงมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่เธอจัดไว้ให้ก็มารับพวกเราไปสู่ยอดเขา “ซาโอะ” โดยทันที เพราะ จากสถานีรถไฟไปสถานที่ดังกล่าวนี้จะใกล้กว่าการ กลับไปตั้งหลักที่โรงแรม
เราถามไกด์ว่าที่ยอดเขา “ซาโอะ” มีอะไรดีๆ ให้ดูหรือ? ไกด์ตอบว่า ยอดเขานี้เป็นยอดเขาที่สูงสุดของละแวกนี้ เมื่อมองลงมาคุณจะเห็นฝูงอสุรกายหิมะยืนเรียงรายอยู่ข้างล่าง
นอกจากนี้ ก็จะได้เห็นลานสกี และผู้คนที่ กำลังเล่นสกีอย่างสนุกสนานใกล้ๆกัน
เราถามอีกว่า เราจะขึ้นไปบนยอดเขา “ซาโอะ” ได้อย่างไร?
ไกด์ตอบว่า จะขึ้นไปโดย “กระเช้า” หรือเคเบิ้ล คาร์ขนาดใหญ่ เนื่องจากยอดเขาซาโอะนั้นสูงถึง 1,840 เมตรจากพื้นดิน
โดยส่วนตัวผมเป็นโรคกลัวความสูง จึงกลัว “กระเช้า” มาตลอดชีวิต และมักจะหลบเลี่ยงเสมอๆ เว้นแต่จะหลบเลี่ยงไม่ได้จริงๆ อย่างเช่นคราวนี้เป็นต้น
อีก 1 ชั่วโมงต่อมา ผมกับพรรคพวกและคนท้องถิ่นอีก 30 กว่าคนก็เข้าไปเบียดกันแน่นยังกะอยู่ในรถใต้ดิน ขึ้นกระเช้าไปสู่ยอดเขาซาโอะ
เบียดกันจนผมกลัวว่าจะหายใจไม่ออกเสียมากกว่ากลัวความสูงไปซะแล้ว เพราะหลังจากที่กระเช้าเริ่มลอยขึ้นเขา หิมะก็ตกลงมาขนานใหญ่ แทบจะมองไม่เห็นอะไรข้างนอกเลย
จอดสถานีแรก คนลงไปกว่าครึ่งเพราะเป็นสถานีสำหรับเล่นสกี บรรดานักสกีค่อยๆทยอยกันออกจากกระเช้า
เราต่อไปสถานีที่ 2 ซึ่งคราวนี้เหลือคนสัก ครึ่งหนึ่ง นั่งสบายๆ แต่ก็ยังไม่ค่อยเห็นอะไรอยู่ดี เพราะทั้งหิมะ ทั้งลม ดูเหมือนจะแรงขึ้นทุกขณะ
ในที่สุดพวกเราก็ขึ้นมาสู่ยอดเขา แม้จะมองไม่เห็น “ปิศาจหิมะ” เป็นฝูง แต่ก็พอเห็นเป็นตัวๆยืนอยู่ข้างนอกอาคารที่จอดกระเช้าอยู่บ้าง
ขณะเดียวกันก็มีลานให้คนเดินเล่น เพื่อสัมผัส ความหนาวและเพื่อถ่ายรูปกับปิศาจหิมะบางตัวที่ ยืนอยู่แถวนั้น
ทุกคนที่ขึ้นมาแล้วจะออกไปเซิ้บๆกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องไปพิสูจน์ว่าความหนาว ติดลบ 10 องศาเซลเซียสนั้นเป็นอย่างไร
ผมออกไปเซิ้บๆ 3 ครั้ง ครั้งละนาทีกว่าๆ รวมแล้วก็คงสัก 3 นาทีได้ละมัง
ตอนเข้ามาข้างในต้องวิ่งไปผึ่งฮีตเตอร์อย่างปัจจุบันทันด่วน เพื่อเรียกความอบอุ่นกลับคืนมา
จริงๆแล้วสมัยหนุ่มๆ ผมเคยไปเรียนหนังสือที่โคโลราโดข้างๆ เทือกเขาร็อกกี้ เมาเทนส์ หนาวกว่านี้อีก
แต่ส่วนใหญ่ตอนที่หนาวๆ เรามักจะอยู่ในบ้าน จึงไม่ทราบว่าห้วงเวลาที่หนาวสุดๆ นั้นเป็นอย่างไร
เพิ่งมาทราบตอนแก่นี่แหละครับ…ว่าหนาวจริงๆ ถ้าอยู่อีกสัก 4-5 นาที อาจจะกลายเป็นปิศาจหิมะไปอีกตัวแน่ๆ เชียว
สำหรับปิศาจหิมะ หรืออสุรกายหิมะนั้นได้รับคำเฉลยในตอนหลังว่า จริงๆ แล้วก็คือต้นสนพันธุ์หนึ่งนั่นเอง ประเภทต้นเตี้ยๆ ขึ้นเฉพาะในหุบเขา แห่งนี้เท่านั้น
เวลาหิมะตกลงมาจะคลุมต้นสนที่ว่านี้ จึงกลายเป็นตัวสัตว์ต่างๆอย่างที่เห็นในรูปที่ผมถือแผ่นปลิวโฆษณาติดตัวมาด้วย
มิน่าล่ะ ถึงมีหมู่ปิศาจให้ดูกันอยู่ได้ทุกปี… หน้าแล้งเป็นเพียงต้นสนเล็กๆ หน้าหนาวก็เป็น Snow Monsters ด้วยประการฉะนี้แล.
“ซูม”