zoomzogzag.com

zoomzogzag.com header image 2

“ชินจูกุ”…วันนี้

March 28th, 2004 · No Comments

ซอกแซกสุดสัปดาห์นี้ยังอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นครับ โดยเฉพาะยังอยู่ ที่ย่านชินจูกุ ซึ่งเป็นย่านโด่งดังแห่งหนึ่งของดินแดนอาทิตย์อุทัย

 

มาปักหลักนอนอยู่ที่นี่ตั้งหลายคืน ไม่พูดถึงย่านนี้บ้างก็ดูกระไรอยู่

 

ชินจูกุเป็นย่านที่พลุกพล่านที่สุดในญี่ปุ่นวันนี้ และผู้สื่อข่าวตะวันตกบางคนถึงกับบอกว่า น่าจะพลุกพล่านที่สุดในโลกด้วยซํ้าไป

 

สถานีรถไฟซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมที่ผมพักนอนเท่าไรนัก คือจุดศูนย์รวมของความพลุกพล่านที่เห็นได้ชัดที่สุด

 

จากสถิติที่อ่านพบ เขาบอกว่าสถานีรถไฟแห่งนี้มีผู้คนขึ้นลงรถไฟ และเดินทางเข้าๆ ออกๆ เฉลี่ย วันละ 3 ล้านคน!

 

เมื่อตอนที่อ่านเจอสถิตินี้หนแรก ผมยังนึกหัวเราะอยู่ในใจว่าเขาโม้หรือเปล่าหนอ…แต่พอมาเห็น ของจริงก็คงต้องยอมรับ

 

ถ้าไม่ถึง 3 ล้าน ก็ต้องเฉียดๆ ละครับ ยังกะมดกะปลวก ดูแล้วลานตาไปหมด…เห็นแต่คลื่นศีรษะ มนุษย์กระเพื่อมเป็นสายไปเลยทีเดียว ที่บริเวณหน้าสถานีในตอนเย็นๆ

 

จากปูมประวัติเท่าที่อ่านพบ ชินจูกุเป็นย่านเล็กๆ นอกเมืองในอดีต เคยเป็นสถานที่ทิ้งขยะและของเสีย จนได้ฉายาว่า เป็น ก้น หรือ ทวารหนัก ของโตเกียว

 

ต่อมาก็เริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงจัง เมื่อโตเกียวเริ่มโตและขยายตัวไม่หยุดยั้ง

 

ปี 1880 หรือ 120 กว่าปีที่แล้ว เริ่มสร้างรางรถไฟไปสู่ชินจูกุ ซึ่งมีรายงานว่า ตอนเปิดแรกๆ มีคนมารอขึ้นเพียง 50 คนเท่านั้นเอง

 

ทุกวันนี้ นอกจากสถานีนี้จะกลายเป็นสถานีพลุกพล่านที่สุดดังได้กล่าวไว้แล้ว ย่านนี้ยังกลายเป็นย่านที่โด่งดังและเป็นจุดศูนย์รวมจุดหนึ่งของมหานครโตเกียว

 

ด้านตะวันออก ของชินจูกุ เป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าใหญ่ของญี่ปุ่น 4 แห่ง รวมทั้งเป็นที่เดินเล่นของหนุ่มๆ สาวๆ เพราะมีโรงภาพยนตร์ และบาร์ ไนต์คลับ มากมาย

 

เมื่อ 30 ปีก่อน ที่นี่เป็นแหล่งฉายภาพยนตร์ยุโรป หรือฮอลลีวูดที่ดีที่สุด แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นแหล่งบันเทิงทางเพศที่ใหญ่โตมหึมาไปเรียบร้อย

 

มานึกอีกทีก็คงเป็นไปตามดวงของพื้นที่แหละครับ เพราะย้อนหลังไปถึงยุคที่โชกุน โทกุงาวะ เรืองอำนาจและย้ายเมืองหลวงมาที่โตเกียวครั้งแรกๆ…หมู่บ้านบริเวณนี้ก็เคยเป็นหมู่บ้านโสเภณี มีโรงน้ำชา และโรงเตี๊ยมไว้รองรับซามูไรระดับล่างๆ

 

แถมยังเป็นโสเภณีชั้นต่ำราคาถูกด้วย เทียบกับย่านอาซากุสะที่ผมเคยเขียนถึงแรกๆ ไม่ได้เลย

 

ทุกวันนี้ ผู้หญิงและแหล่งบันเทิงแถวนี้จะราคาถูกหรือแพงไม่ทราบ ทราบแต่ว่ามีมาก และมากจริงๆ ชนิดพัฒน์พงศ์ของเราดูเล็กไปเลย ถ้าเอามาเปรียบเทียบกัน

 

ข้ามไปทาง ซีกตะวันตก ของชินจูกุบ้าง… ส่วนนี้จะเป็นย่านอาคารสูงแบบตึกในยุโรป หรืออเมริกา เป็นส่วนใหญ่

 

ตึกแฝดสูงเกือบ 50 ชั้น ที่โดดเด่นเป็นสง่าตึกหนึ่ง ก็อยู่ทางซีกนี้…นี่คือตึกที่ทำการของมหานครโตเกียว หรือศาลาว่าการโตเกียวที่ชาวโลกคุ้นเคย

 

บนยอดตึกออกแบบไว้สำหรับขึ้นไปชมวิวได้ หลายปีก่อนผมเคยมาขึ้น ไม่ต้องเสียค่าผ่านประตูใดๆ แต่ไปเที่ยวนี้แค่เดินผ่านเท่านั้น ไม่ทราบว่ายังมีบริการขึ้นไปชมวิวฟรีอีกหรือไม่

 

ใกล้ๆ กันเป็นศูนย์ประชุม และไม่ไกลนักเป็นสวนสาธารณะที่น่าเดิน น่าเที่ยว และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเชิดชูชินจูกุไม่ให้ถูกมองว่าเป็นย่านบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

อย่างน้อยก็มีสถาปัตยกรรมใหม่ๆ และสวนสาธารณะที่สวยงามอยู่บ้างละน่า

 

อย่าแปลกใจถ้าเห็นตึกสูงๆ จำนวนมากแถวๆ นี้สถาปนิกเขาเชื่อว่าดินย่านชินจูกุแข็งกว่าในส่วนอื่นๆ ของโตเกียว สามารถจะสร้างตึกสูงได้โดยไม่ต้องกลัวแผ่นดินไหวมากนัก

 

น่าเห็นใจที่คนญี่ปุ่นทำอะไรจะต้องห่วงเรื่องแผ่นดินไหวอยู่เสมอ เพราะเมื่อปี 1923 ก็เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในโตเกียว มีคนเจ็บตายไร้ที่อยู่อาศัยเป็นแสนๆ คนมาแล้ว

 

ห้องพักของโรงแรมที่ผมนอนงวดนี้อยู่บนชั้น 20 กว่าๆ จะว่าสูงก็ไม่สูงนัก แต่จะว่าต่ำก็ไม่ต่ำเสียทีเดียว…เวลาเปิดม่านดูแสงไฟย่านชินจูกุยามค่ำคืนก็พอจะเห็นได้ไกลสุดสายตา

 

คนกลัวความสูงและกลัวแผ่นดินไหวด้วยอย่างผม มีวิธีเดียวเท่านั้นละครับที่จะทำให้นอนหลับสนิทแต่ละคืน…คือยกมือไหว้พระก่อนนอนเสียให้เรียบร้อย

 

ครับ! ก็เป็นบันทึกสั้นๆ สำหรับย่านชินจูกุ ที่คนญี่ปุ่นหลายคนบอกว่า ถ้าคุณไปเยือนโตเกียวแล้ว ไม่ไปเยือนที่นี่ ก็เหมือนยังไปไม่ครบถ้วน

 

ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยว ไปดูโน่นดูนี่ ซื้อโน่นซื้อนี่ หรือแวะเข้าหาความสำราญในแหล่งบันเทิงอะไรหรอก

 

เขาอยากให้ลองไปกระทบไหล่คนญี่ปุ่นที่แห่กันไปที่นี่วันละ 3 ล้านคนมากกว่า จะได้รู้รสชาติว่าเวลาเมาคนนั้นมีความรู้สึกอย่างไร

 

ป.ล.ก่อนจบรายงานซอกแซกสุดสัปดาห์นี้ ขอขอบคุณ คุณทรงยศ สีจร จากบริษัทเยื่อกระดาษ สยาม ที่กรุณาเขียนบอกเล่ามาว่า เทพีเสรีภาพ หรือ ลิเบอร์ตี้ ที่ปากน้ำ ซูมิดะ ของกรุงโตเกียวนั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2541 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างญี่ปุ่นกับฝรั่งเศส

 

ในห้วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งรูปปั้นจำลองเทพีเสรีภาพ ซึ่งเป็น แบบ สำหรับการปั้นตัวจริงที่นิวยอร์กไปให้ญี่ปุ่นยืม 1 ปี…ปกติรูปปั้นจำลองซึ่งมีอายุเก่ากว่ารูปปั้นที่นิวยอร์ก (เพราะเป็นแม่แบบของนิวยอร์ก จึงต้องสร้างก่อน) จะอยู่ที่กรุงปารีสโน่น

 

ตลอด 1 ปีที่ให้ญี่ปุ่นยืม คนญี่ปุ่นชอบมาก ลูกเด็กเล็กแดงไปเที่ยวไปถ่ายรูปสนุกสนานแน่นขนัดทุกวัน รัฐบาลฝรั่งเศสจึงตัดสินใจสร้างเทพีใหม่เอี่ยม แต่ขนาดเล็กกว่าของเก่าเล็กน้อย ส่งไปติดตั้งแทนเมื่อรับรูปปั้นจริงกลับประเทศตั้งแต่เดือนธันวาคม 2543 เป็นต้นมา

 

สรุปได้ว่า เทพีเสรีภาพญี่ปุ่นก็เป็นของแท้เหมือนกัน แม้จะสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็สร้างโดยฝรั่งเศส เจ้าของเทพีเสรีภาพขนานแท้ และดั้งเดิมครับ.

 

ซูม”

 

Tags: ท่องเที่ยว