นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ “สนามหลวง” หรือ “ท้องสนามหลวง” กลับมาเป็นข่าวคราวที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง เนื่องจาก กทม.ได้มีการประกาศปิดพื้นที่ ห้ามพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยเข้าไปขายในบริเวณท้องสนามหลวง
รวมทั้งเตรียมตัวเคลื่อนย้ายนกพิราบและบุคคลไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมากออกจากสนามหลวงเพื่อลงมือปรับปรุงภูมิทัศน์ สภาพแวดล้อม และการแก้ปัญหาสังคมให้แล้วเสร็จภายใน 300 วัน ตามที่ได้ประกาศโครงการไว้
หัวหน้าทีมซอกแซกจึงถือโอกาสขับรถไปวนรอบสนามหลวงมารอบหนึ่งเมื่อวันวาน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มาคอยควบคุมและระมัดระวังมิให้มีการบุกรุกกลับเข้าไปอีก
ขณะตระเวนไปรอบๆ ผมพยายามใช้จินตนาการ ไปข้างหน้าด้วยความหวังว่า สนามหลวงอันเป็นสมบัติของแผ่นดินและสารพัดประโยชน์แห่งนี้ คงจะมีภูมิทัศน์ที่ดีขึ้น มีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น สมความตั้งใจของทุกๆฝ่าย
กลับมาถึงโรงพิมพ์ก็อดมิได้ที่จะมองเหลียว หลังกลับไปสู่อดีต นับแต่วันที่ผมมีโอกาสเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2501 หรือ 52 ปีเข้านี่แล้ว
แน่นอนคนไทยทุกคนไม่ว่าอยู่แห่งหนใดจะต้องรู้จักและได้ยินชื่อสนามหลวงเป็นอย่างดี สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทย
ท้องทุ่งนาด้านข้างของพระบรมมหาราชวังแห่งนี้ ถือกำเนิดมาพร้อมกับกรุงรัตนโกสินทร์ และได้มีการใช้ท้องทุ่งดังกล่าวในพระราชพิธีที่สำคัญมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1
รวมทั้งพิธีพระราชทานเพลิงศพเจ้านาย พระบรมวงศานุวงศ์ จนประชาชนขนานนามสนามหลวงอีกอย่างหนึ่งว่า “ทุ่งพระเมรุ”
มาถึงรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้มีการทำนาที่ท้องสนามหลวงด้วย เพื่อแสดงให้ชาวต่างชาติซึ่งเริ่มทยอยมากรุงสยามจำนวนมากในยุคนั้น ได้เกิดความรู้สึกประทับใจประเทศสยามของเราว่าสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารถึงขนาดว่ามีไร่มีนาอยู่ใกล้ๆพระราชวัง
ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีพระราชพิธีพืชมงคล ณ ท้องสนามหลวงเป็นครั้งแรก และยังมีการสร้างพลับพลาบนกำแพงพระราชวัง เพื่อทอดพระเนตรการทำนาของพสกนิกร
ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายสนามหลวงจนกว้างขึ้นกว่าเดิม และทรงใช้เป็นสถานที่จัดฉลองพระนครครบ 100 ปี และยังใช้เป็นสถานที่จัดพิธีเมื่อเสด็จกลับจากยุโรปใน พ.ศ. 2440
ครั้งถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 นอกจากทรงใช้ในงานพระราชพิธีต่างๆแล้ว ยังทรงใช้เป็นสนามแข่งม้าและสนามกอล์ฟอีกด้วย
นอกจากนี้ สนามหลวงก็ยังเคยเป็นสนามฟุตบอล สนามแข่งขันกีฬา เวทีปราศรัยหาเสียง เวทีไฮปาร์คให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และเคยเป็นสนามสำหรับแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์
เมื่อหัวหน้าทีมซอกแซก ยังเด็กนั้น ย่างเข้าสู่รัชสมัยของรัชกาลปัจจุบันแล้ว ภาพที่มองเห็นสนามหลวงในขณะนั้นจากต่างจังหวัดก็คือสนามหลวงเป็นสนามสำหรับเด็กๆหัดขี่จักรยาน สนามเล่นว่าว และแข่งขันว่าว และตลาดนัดสนามหลวงที่มีทุกเสาร์อาทิตย์
นอกจากนี้ยังเป็นบริเวณที่มีต้นมะขามมากที่สุด มีหมอดูมากที่สุด และมีรถเมล์ผ่านมากที่สุดจนถึงกับมีคำกล่าวไปถึงพวกเราที่เป็นเด็กต่างจังหวัดว่า…ถ้าไปกรุงเทพฯแล้วหลง มึงไปตั้งต้นใหม่ที่สนามหลวงเลยนะ เดี๋ยวก็จะกลับบ้านถูกเอง
นับเป็นโชคดีของหัวหน้าทีมซอกแซกที่การเดินทางเข้ากรุงเทพฯครั้งแรกเพื่อกวดวิชาเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาใน พ.ศ.2501 นั้น เพื่อนฝูงที่เข้ามาก่อนแล้วหลายปีจูงมือไปพักที่วัดมหาธาตุฯ
ช่วงที่เดินทางถึงมืดค่ำแล้วจึงไม่เห็นอะไรมาก แต่พอรุ่งเช้าก็ได้เห็นและสัมผัสสนามหลวงเต็มตา เมื่อเดินออกจากวัด เนื่องจากเพื่อนจะชวนไปขึ้นรถเมล์ไปสมัครกวดวิชา ณ ป้ายรถเมล์ป้ายใดป้ายหนึ่งของสนามหลวงนี่แหละ
ยังจำได้ว่าคำอุทานคำแรกที่เด็กบ้านนอกอย่างผมร้องอุทานก็คือ “โอ้โฮ!” เพราะนึกไม่ถึงว่าสนามหลวงจะใหญ่โตกว้างขวางถึงขนาดนี้
รอบๆสนามหลวงก็สง่างามเหลือเกิน นับตั้งแต่พระมหาราชวัง และตึกศาลต่างๆ ไปจนถึงกรมศิลปากรที่อยู่อีกฟากหนึ่ง และหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ หลังคาสีเขียวที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน
อีก 2 วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ ถึงเวลาที่สนามหลวงจะต้องแปลงร่างเป็นตลาดนัด ผมที่ยังพำนักอยู่ ณ วัดมหาธาตุฯ จึงมีโอกาสเดินตามเพื่อนฝูงออกมาสัมผัสอีกครั้ง
ก็ต้องอุทานออกมาอีกแหละครับ เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่กว้างขวาง เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย และสินค้านับพันๆชนิด ตั้งแต่ของกินของใช้ไปจนถึงต้นหมากรากไม้
จากนั้นมาชีวิตของผมก็ผูกพันใกล้ชิดกับสนามหลวงมาตลอด เพราะหลังจากโยกย้ายมาซีกสามย่าน เป็นนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ 2 ปี ก็ไปเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ของธรรมศาสตร์ แถมยังไปเช่าหอพักที่ถนนพระอาทิตย์ ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสนามหลวงมากนัก
ได้มีโอกาสสัมผัสกับงานต่างๆ ของสนามหลวง ที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี รวมทั้งงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา แม้ในยุคโน้นที่ยังไม่มีพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยก็มีความยิ่งใหญ่และมีสง่าบารมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว
ฤดูร้อนปีใดที่ผมไม่กลับบ้าน หรือกลับมาเร็วกว่ากำหนด ก็จะมานั่งปูเสื่อรับประทานเมี่ยงคำ ดูการแข่งขันว่าวจุฬา ปักเป้า และดูการเตะตะกร้อ
วันแห่งความทรงจำอีกวันหนึ่งก็คือวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่จะมีการจัดงานยิ่งใหญ่อย่างสนุกสนานที่สนามหลวงเป็นประจำในยุคโน้น
ได้เกิดการละเล่นอย่างหนึ่งขึ้นและระบาดอยู่ถึง 4-5 ปีก่อนจะสูญหายไป คือประเพณีรำวง “คลำเป้า” ระหว่างชายต่อชายด้วยกัน กล่าวคือ ตีฆ้องร้องเพลงรำวงเข้าหากันแล้วก็ใช้มือไปคลำเป้าของอีกฝ่ายซะงั้น
ถ้าจำไม่ผิดพี่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ยังเคยบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือชุดใดชุดหนึ่งของพี่ด้วย
ครับ! กาลเวลามันผ่านไป 50 กว่าปี สนามหลวง ซึ่งรับใช้ประเทศชาติในทุกด้านมาอย่างหนักหนาสาหัสย่อมจะทรุดโทรมลง มีปัญหาทั้งภูมิทัศน์ สิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมอย่างที่พูดถึง
หยุดซ่อมหรือปิดปรับปรุงใหม่อย่างนี้ก็ดีแล้วครับ…เปิดกลับมาใช้ใหม่เมื่อไร ผมจะรีบไปเยี่ยมเยียนทันที
อีก 300 วันค่อยเจอกันนะครับ และหวังว่าคงจะสาวขึ้นและสวยขึ้นกว่าเดิมนะครับ ท่านผู้ว่าฯ กทม.
“ซูม”