ซอกแซกสุดสัปดาห์นี้ เป็นคิวของเกาะ สมุย จังหวัด สุราษฎร์ธานี… ดินแดนแห่ง “ปะการังงาม นํ้าทะเลใส หาดทราย ขาว มะพร้าวเยอะ” ตามที่ผม ได้เขียน เกริ่น ให้ทราบ ล่วงหน้า เอาไว้ก่อนแล้ว
ดูเหมือนผมจะบอกเอาไว้ด้วยว่า ผมห่างเหินเกาะสมุยไปเพียงแค่ 15 ปี กลับมาอีกทีต้องร้อง “โอ้โฮ” เพราะเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน
สมุยในอดีตเป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่ง ประชากรอยู่อาศัยอย่างสุขสงบ ปลูกมะพร้าวเลี้ยงชีพ จนทำให้มะพร้าวสมุยเป็น “มะพร้าวแกง” ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ
ลูกชายร้านโชห่วยเก่าอย่างผมยังจำได้…เมื่อสมัยเด็กๆ บ้านผมจะสั่งมะพร้าวแกงจากยี่ปั๊ว ซาปั๊วที่ปากนํ้าโพมาขายสัปดาห์ละ 1 หรือ 2 กระสอบ
ถ้างวดไหนเป็นมะพร้าวสมุยละก็จะขายดีเป็นพิเศษ หมดเกลี้ยงก่อนครบสัปดาห์ด้วยซํ้าไป
ผมจึงรู้จักสมุยตั้งแต่ผมอายุ 10 ขวบ 11 ขวบ โน่นแล้วครับ
เมื่อได้มีโอกาสไปเยือนสมุยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2531 ผมจึงมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง…โดย เฉพาะเมื่อมีโอกาสนั่งรถตระเวนไปรอบเกาะ ซึ่งเต็ม ไปด้วยสวนมะพร้าวที่ผมเคยมีส่วนเป็นเซลส์แมน ขายลูกมะพร้าวให้แก่สวนเหล่านี้มาแล้วในอดีตกาล ไปที่ตลาด หน้าทอน ซึ่งเป็นตลาดหน้าอำเภอของเกาะสมุย ก็ยิ่งคุ้นเคยใหญ่ เพราะที่นี่เคยเป็นชุมชนไหหลำที่เหนียวแน่นแห่งหนึ่งในประเทศไทย
เกาะสมุยกับคนไหหลำมีความสัมพันธ์กันอย่างลํ้าลึก ในฐานะที่เกาะนี้เหมือนเมืองหน้าด่าน เวลาคนไหหลำเดินทางมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศ
ส่วนหนึ่งจะแวะพักที่นี่ก่อน และมีไม่น้อยที่ติดอกติดใจเกาะสมุยที่มีบรรยากาศเหมือนเกาะไหหลำ เลยปักหลักอยู่เสียเลยเมื่อ 150 ปีที่แล้ว
จนกลายเป็นเรื่องเล่ากันว่า คำว่า “สมุย” มาจากภาษาไหหลำที่ว่า “เซ่าบ่วย” หรือเมืองหน้าด่าน… เรียกไปเรียกมาคำว่า เซ่าบ่วย ก็กลายเป็น สมุยไปในที่สุด
เลือดเนื้อเชื้อไขไหหลำอย่างผมเมื่อมีโอกาสไปเดินที่ตลาดหน้าทอนถิ่นไหหลำเก่าครั้งกระโน้น จึงอดตื่นเต้นเสียมิได้ครับ! ทั้งหมดนี้คือความรู้สึกโดยสรุป เมื่อ 15 ปีที่แล้วช่วงที่ผมไปเยือนเกาะสมุยครั้งแรก
ต่างกับความรู้สึกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ผมมีโอกาสกลับไปสมุยอีกครั้ง และเป็นครั้งที่ 2ในชีวิตอยู่พอสมควร สมุยดูแปลกไปและเปลี่ยนแปลงไปแยะ เปลี่ยนจนผมรู้สึกเขินๆ และไม่สามารถจะบอกได้ว่า ผมเป็นเพื่อนเก่าที่เคยรู้จักมักคุ้น
สวนมะพร้าวยังอยู่เยอะก็จริง แต่หลายๆ ส่วนก็หายไป กลายเป็นโรงแรม กลายเป็นบ้านอยู่อาศัย กลายเป็นย่านการค้าและแหล่งบันเทิง ฯลฯ
ชายหาดยังสวยอยู่ แต่ไม่ใช่ชายหาดเงียบๆ อย่างเมื่อก่อนเสียแล้ว เพราะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมอย่างมากมายทุกแห่งหนเต็มไปด้วยภาษาอังกฤษ และคน ที่เดินๆ อยู่ส่วนใหญ่ก็มักเป็นฝรั่งผมสีทอง
อิทธิพลไหหลำแทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่อีกแล้วละ รวมทั้งเพื่อนชาวไหหลำรายล่าสุดของผมที่เคยมาบุกเบิกที่นี่ อากร ฮุนตระกูล ก็จากไปเสียแล้ว
เอาเถอะ…ถึงยังไงๆก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยน แปลงไปในทางที่ดี
นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยเรามากๆ เราก็ได้ เงินตราเข้าประเทศมาก…รายได้ของประเทศไทย และของคนไทยก็มากขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว
ขอเพียงให้เราพัฒนาให้ดีๆ ควบคุมให้ดีๆ อย่าปล่อยให้มีการลงทุนประเภททำลายทรัพยากรธรรมชาติ… รับรองไม่มีใครรังเกียจการท่องเที่ยวหรอกน่า
สำหรับเกาะสมุยวันนี้เท่าที่เห็นด้วยสายตาถือว่ายังพอรับได้แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวยังคงรักษาแนวอนุรักษ์และ พยายามที่จะอนุรักษ์อยู่พอสมควรเช่น สนามบินเกาะสมุย เป็นต้น!
สนามบินที่บรรยากาศไม่เหมือนสนามบินอื่นๆที่เราเคยเห็น เพราะออกแบบเป็นกระท่อมหรือ ศาลาขนาดใหญ่ หลังคามุงจาก น่ารักมาก 3-4 หลัง ติดๆกัน
ห้องผู้โดยสารขาเข้าอยู่ศาลาหนึ่ง ผู้โดยสารขาออกอยู่อีกศาลาหนึ่ง…และภายในศาลา ก็จะมีทั้งเครื่องตรวจหาอาวุธ มีเคาน์เตอร์จัดทำตั๋ว มีสายพานขนกระเป๋าแบบสนามบินทั่วไป
ต่างกันตรงที่สนามบินอื่นๆใช้อาคารปูน อาคารตึก แต่ที่สมุย เป็นกระท่อมหรือศาลาหลังคาจาก แล้วก็มีเพียงชั้นเดียวแบบติดดินจริงๆ
ดูเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย แต่ก็ขลังดี ว่างั้นเถอะ ถ้าไม่ติดว่า ค่า “ภาษีสนามบิน” ออกจะแพงไปหน่อย (400 บาทมั้ง) จะยกให้เป็นสนามบินที่ประทับใจที่สุดสำหรับผมเลยทีเดียว
นอกจากภาษีสนามบินจะแพงแล้ว ค่าเครื่อง บินของบางกอกแอร์เวย์สไปสู่สมุย ก็ดูจะแพงพอสมควรเมื่อเทียบกับเที่ยวบินไปจังหวัดอื่นๆ
แต่ก็เห็นใจ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ครับ ท่านต้องสร้างสนามบินเอง ต้องลงทุน อะไรหลายอย่างในการพัฒนาระยะแรกๆ
ถ้าไม่เก็บในราคาเท่าที่เก็บอยู่ในปัจจุบันนี้ สายการบินบางกอกแอร์เวย์สของท่าน ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นผู้บุกเบิกเกาะสมุยที่สำคัญยิ่ง…อาจจะไม่มีโอกาสยืนหยัดมาจนถึงบัดนี้
สำหรับโรงแรมตามชายหาดก็เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะก่อสร้างให้เข้าบรรยากาศ โดย เฉพาะโรงแรมแถวๆ หาดเฉวง ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดของเกาะสมุย
ผมลองไปเดินสำรวจมาแล้ว ส่วนใหญ่ พยายามสร้างให้เป็นธรรมชาติ และพยายามดูแลให้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบก็ขอให้ดูแลให้ดีที่สุดเถิด เพราะเรายังจะต้องพึ่งพาอาศัยการท่องเที่ยว ในการทำมาหากินไปอีกนานแสนนาน
ขออนุญาตยกยอดไปคุยต่อสัปดาห์หน้าอีกสักครั้งนะครับ
เรายังไม่ได้ซอกแซกกันเลยนะเนี่ย… เพียงแค่เปรียบเทียบและรำพึงรำพันถึงความหลังเท่านั้น เนื้อที่หมดซะแล้วไหมล่ะ.
“ซูม”