ซอกแซกสุดสัปดาห์นี้ขอนำท่านผู้อ่านไปพบกับศาลาไทยใหม่เอี่ยมหลังหนึ่ง ที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และตั้งตระหง่านอยู่ที่เมืองฮอนโนลูลู รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา
นี่คือบริเวณส่วนหนึ่งของสถาบันที่ทั่วโลกรู้จักดีในนามของ East-West Center หรือ EWC… สถาบันการศึกษาและวิจัยที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 1960 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ และความเข้าใจที่ดีระหว่างประชาชนและประเทศในเอเชียแปซิฟิก
ในฐานะที่เกาะฮาวายเปรียบเสมือนศูนย์กลางของการเชื่อมต่อระหว่างตะวันตกและตะวันออก รัฐสภาสหรัฐฯ จึงเจาะจงให้สถาบันอีสเวสเซ็นเตอร์แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ เมืองฮอนโนลูลู เมืองหลวงของรัฐดังกล่าว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้มีการศึกษาวิจัยและการประชุมทางวิชาการ ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเรื่อง ณ สถาบันนี้และยังนำนักศึกษามาเรียนต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยฮาวายจำนวนมาก
หากจะนับกันอย่างคร่าวๆ ประมาณการว่า มีนักวิชาการจากภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกว่า 30 ประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งการประชุม การสัมมนา และการศึกษาเล่าเรียนไม่ตํ่ากว่า 50,000 คน
สำหรับประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง คนไทยได้รับทุนเข้าร่วมกิจกรรมกับอีสเวสเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 3,174 ทุน แยกเป็นทุนเล่าเรียน 346 ทุน วิจัย 166 ทุน และประชุมสัมมนา 2,555 ทุน
แม้ปัจจุบันก็ยังมีนักศึกษาไทยที่ได้รับทุนรํ่าเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย รวม 19 ทุนดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะประธานชมรมศิษย์เก่าอีสเวสเซ็นเตอร์และฮาวายในประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ในนักเรียนทุน EWC กล่าวว่า ศิษย์เก่าหรือคนไทยที่ผ่านสถาบันนี้ ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมีอยู่จำนวนมาก
อาทิ ดร.เทียนฉาย กีระนันท์ อดีตอธิการ บดีจุฬาฯ คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อดีตอธิการบดี มศว ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ อดีตคณบดี นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เป็นต้น
รวมทั้ง ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี คุณหญิง สุพัตรา มาสดิตถ์ ก็เคยเป็นศิษย์เก่าของสถาบันนี้เช่นกัน
ในส่วนของปูชนียบุคคลของประเทศไทยที่เคยเป็นกรรมการของ EWC และมีบทบาทสำคัญมากในอดีต ได้แก่ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และดร. อำนวย วีรวรรณ
เอกสารภาษาอังกฤษของสถาบันเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า…ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศไทยกับสถาบัน อีสเวสเซ็นเตอร์ เริ่มขึ้นอย่างแน่นแฟ้นนับตั้งแต่แรกก่อตั้ง และเมื่อ ค.ศ.1964 หลังจากรัฐสภาสหรัฐฯอนุมัติให้จัดตั้ง EWC เพียง 4 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทาน “ศาลาไทย” หลังแรกให้เป็นของขวัญแก่ สถาบันนี้ และเสด็จพระราช ดำเนินพร้อม สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อพระราชทานศาลาไทยที่สร้างเสร็จแล้วให้แก่ สถาบันด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ 1967
ศาลาไทยแห่งนี้จึงพิเศษกว่าที่อื่นๆ เพราะเป็นศาลาแห่งเดียวในโลกที่เสด็จพระราชทานด้วยพระองค์เอง และยังเป็นแห่งเดียวที่มีพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร”
ตัวศาลาไทยตั้งอยู่ ณ บริเวณด้านข้างของเจฟเฟอร์สัน ฮอลล์ อันเป็นอาคารสวยงามและมีชื่อเสียงมากของ EWC ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อก้อง I.M.Pei…ภายใต้ต้นมะเดื่ออันร่มรื่น
กล่าวกันว่า ศาลาไทยได้กลายเป็นจุดเด่นและเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอีสเวสเซ็นเตอร์ เพราะสามารถมองเห็นได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่นักศึกษาและนักวิจัยของศูนย์ ให้ความนิยม
เป็นที่โจษขานกันว่า “ศาลาไทย” เป็นสถานที่ที่นักศึกษานานาชาติมานัดพบกัน เพื่อสารภาพรักกัน หรือขอแต่งงานกันมากที่สุดในมหาวิทยาลัยฮาวาย เพราะความสง่างามและความโรแมนติกที่เหนือกว่าจุดอื่นๆ
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปยาวนานถึง 40 กว่าปีเช่นนี้ ศาลาไทยหลังเก่าซึ่งสร้างด้วยไม้แท้ๆ ก็ย่อมจะผุพังลงไป จึงมีความดำริจากสถาบันที่จะก่อสร้างขึ้นใหม่เพื่อทดแทน
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และด้วยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน รวมตลอดทั้ง EWC ในที่สุดการก่อสร้างปรับปรุงก็เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2006 และแล้วเสร็จเป็นศาลาไทยสีทองเหลืองอร่ามหลังใหม่ที่งดงามอลังการยิ่งกว่าเดิม
สถาปนิกผู้ออกแบบศาลาไทยหลังใหม่ได้แก่ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ โดยใช้ไม้สัก และไม้หอมของไทยในการก่อสร้าง มีการแกะสลักอย่างวิจิตรตระการตา
ศาลาทั้งหลังก่อสร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จนเสร็จเรียบร้อยจึงถอดออกเป็นชิ้นส่วนส่งไปฮาวายทางเรือ พร้อมทั้งส่งช่างไทย 6 คน และวิศวกรไทยอีก 1 คน ไปร่วมกันประกอบ
ชื่ออย่างเป็นทางการของศาลาไทยก็คือ “The Royal Sala Thai” และในวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2008 ที่จะถึงนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศาลา เวลา 10.30 น
ในพิธีดังกล่าวจะมีคณะนาฏศิลป์และวงดนตรีไทยจากกรมศิลปากรไปร่วมแสดงด้วย
เพื่อแสดงความขอบคุณต่อสถาบัน ศิษย์เก่าจำนวนหนึ่งภายใต้การนำของ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนการศึกษา “Royal Sala Thai Scholarship Fund” เพื่อสมทบทุนค่าเดินทางแก่ผู้ได้ทุนในอนาคต โดยขณะนี้สามารถระดมทุนได้กว่า 200,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 6 ล้านบาทแล้ว
ขอประกาศอีกครั้งว่า วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2008 เวลา 10.30 น. ตามเวลาฮาวาย ศาลาไทย หลังใหม่จะเปล่งประกายสีทอง รับใช้นักวิจัย นักศึกษา แห่งสถาบันอีสเวสเซ็นเตอร์ และประชาชนอเมริกัน สืบต่อไปตราบนานเท่านาน
“ซูม”