มีคำกล่าวว่า ใครก็ตามที่ไปลอนดอน แล้วไม่แวะไปเยือนวงเวียนพิคคาดิลลี่…ถือว่ายังไปไม่ถึงลอนดอน
เพราะวงเวียนนี้เปรียบเสมือนใจกลางของมหานครลอนดอน และตั้งอยู่บนสถานีรถใต้ดินชื่อเดียวกัน ซึ่งเป็นสถานีหรือชุมทางรถใต้ดินที่ใหญ่ ที่สุดของอังกฤษ
ที่ตัววงเวียนพิคคาดิลลี่ จะมีสระน้ำพุอยู่กึ่งกลางพอดิบพอดี และ ณ จุดศูนย์กลางของน้ำพุจะเป็นแท่งเหล็กตั้งตรงขึ้นสู่อากาศ สูงประมาณ 4-5 เมตร
โดยจะมีเทพเจ้าแห่งความรักของกรีก “แอนเทรอส” ยืนน้าวศรลอยเด่นอยู่ส่วนบนสุด แต่ชาวอังกฤษมักจะเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า “เอรอส” ซึ่งเป็นชื่อของพี่ชายและเป็นเทพแห่งความรักเช่นกัน แต่มิได้ถือศร
คงจะเป็นเพราะคำกล่าวขานที่ผมยกมาข้างต้นนั่นเองที่ทำให้บริเวณวงเวียนพิคคาดิลลี่ มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยียนแน่นขนัด
ยิ่งถ้าเป็นเวลาค่ำคืนที่อากาศดี ไม่มีฝนไม่มีหิมะด้วยละก็ บริเวณนี้ จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
ส่งผลให้แผ่นป้ายนีออนยักษ์ที่แปรอักษรและภาพโฆษณาสินค้าอยู่ในบริเวณพิคคาดิลลี่ กลายเป็นป้ายโฆษณาราคาแพงที่สุดของโลก เพราะเคยมีการเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยต่อตารางนิ้วระหว่างที่นี่กับ ไทมส์สแควร์นิวยอร์ก แล้วปรากฏว่า พิคคาดิลลี่ราคาแพงกว่าจริงๆ
ไปลอนดอนเที่ยวนี้ ผมนั่งรถผ่านวงเวียนพิคคาดิลลี่ 2-3 ครั้ง และลงไปยืนถ่ายรูป ระหว่างรอลงสู่สถานีรถใต้ดิน 1 ครั้ง…ถือว่าไปถึงลอนดอนโดยสมบูรณ์
แต่สิ่งที่ทำให้ผมชื่นใจ มิใช่อยู่ที่คำว่า “ถึง” หรือ “ไม่ถึง”…หากอยู่ที่จำนวนผู้คนที่แน่นขนัดในบริเวณวงเวียนมากกว่า
เพราะเป็นการ “ยืนยัน” อีกครั้งหนึ่งว่า ฝรั่งยังชอบเที่ยวอยู่ ดังนั้น การท่องเที่ยวนี่แหละจะเป็นแนวทางกอบกู้เศรษฐกิจที่สำคัญยิ่ง ดังที่ผมเกริ่น ไว้เมื่อ 2-3 วันก่อน
เสียงพูดจาที่พิคคาดิลลี่ เป็นเสียงที่ผมไม่คุ้นเคย เพราะไม่ใช่ภาษา อังกฤษ…จะเป็นสเปน, ฝรั่งเศส, หรือสแกนดินาเวียน หรือส่วนไหนของยุโรป ผมไม่สามารถแยกแยะได้
ผมเห็นภาพผู้คนหนาแน่นเช่นนี้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงลอนดอน และก็เห็นอย่างนี้ ที่เมืองแมนเชสเตอร์
กลับมาที่ลอนดอนอีกครั้ง พอดีตรงกับวันเสาร์ ยิ่งชัดเจนมากเพราะนักท่องเที่ยวแน่นขนัดไปหมด
ยิ่งดึกยิ่งแน่นครับ ตามบาร์ตามผับแถวๆ โซโห ผู้คนแน่นเอี้ยด แน่นเสียจนผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเศรษฐกิจอังกฤษอยู่ในภาวะถดถอย
เห็นภาพอย่างนี้แล้วก็นึกถึงทฤษฎีการกระจายรายได้ ที่ย้ำอยู่เสมอว่า ต่อให้ประเทศที่มีระบบกระจายรายได้ดีที่สุดก็ยังต้องมีช่องว่างและจุดบกพร่อง
ความแตกต่างระหว่างคนรวยคนจนย่อมจะต้องมี เพียงแต่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้นเอง
ในยุโรปเองจึงย่อมจะมีทั้งคนรวย คนรายได้ปานกลางและรายได้น้อยคละเคล้ากันไป
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย ซึ่งก็มักจะกลายเป็นแรงงานที่ตกงานไปด้วย เป็นส่วนใหญ่
แต่ผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างสูง หรือปานกลางขึ้นไปทางสูง แม้จะตกงานบ้างก็ยังมีเงินเก็บเงินออมอยู่ดี
คนเหล่านี้อาจจะไม่ต้องการซื้อข้าวซื้อของเพราะเขามีเยอะแล้ว เพราะฉะนั้น ใครผลิตสินค้าประเภทของใช้ย่อมจะขายไม่ออก
แต่ผู้คนกลุ่มนี้ยังต้องการความสนุกสนาน ยังต้องการการพักผ่อน หย่อนใจ ดังนั้น สำหรับคนขายบริการ ขายความสนุก ความบันเทิงเริงใจ จึงยังขายได้ และขายดีด้วยซ้ำไป
ด้วยเหตุนี้ การที่ ททท. หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยของเรายังคงมุ่งเจาะตลาดยุโรป เชิญชวนให้คนยุโรปมาเที่ยวเมืองไทย จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
ทราบว่าระหว่าง 11-15 มีนาคม ททท.ได้นำขบวนนักธุรกิจท่องเที่ยวของไทยไปออกบูธเปิดการขายตรงที่มหกรรมการท่องเที่ยวที่เบอร์ลินมาเรียบร้อย
จากนั้น วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม ค่อยย้อนมาจัดสัมมนา ส่งเสริมการขายที่โรงแรมรอยัล แลงคาสเตอร์ ลอนดอน มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 ราย จากบริษัทท่องเที่ยวและนักข่าวสายท่องเที่ยว ที่ผมเล่าไว้แล้ววันก่อน
เราเดินมาถูกทางแล้วครับ ขอให้เดินหน้าต่อไป เพียงแต่ฝากไว้ หน่อยเดียวเท่านั้น ขอให้ลุยให้ถูกจุดอย่าใช้วิธีเหวี่ยงแหตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็แล้วกัน
เงินเรามีน้อยก็ต้องใช้น้อย ใช้อย่างมีเหตุผล ยิงเปรี้ยงให้เข้าเป้า…ถ้าไม่เข้าก็ขอให้ปรับแผนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าเองแหละ
ฝรั่งจำนวนไม่น้อยยังมีสตางค์ และยังชอบเที่ยวเตร่เฮฮา จากภาพที่ผมเห็น…ข้อสำคัญเราจะดึงเขามาเฮฮาบ้านเราได้หรือไม่เท่านั้น!
“ซูม”