เมื่อไม่นานมานี้เอง น้องสาวผมจากนครสวรรค์แวะลงมางานแต่งงานลูกชายญาติคนหนึ่งที่กรุงเทพฯ ขันอาสาไปนอนค้างที่บ้าน เพื่อจะทำขนมอย่างหนึ่งให้ผมรับประทาน
เธออุตส่าห์หอบหิ้ววัตถุดิบต่างๆ ติดมือมาจากนครสวรรค์ถุงเบ้อเริ่ม โดยเฉพาะถุงแป้งผง ขาวๆ หนักประมาณ 1 กิโลกรัมนั้นดูเหมือนเธอจะทะนุถนอมราวกับไข่ในหินทีเดียว
นี่คือ “แป้งแห้ว” หรือที่ชาวนครสวรรค์เรียกว่า “นวลแห้ว” ที่บดมาจากหัวแห้วที่เก็บมาจากท้องนาโดยเฉพาะ
ดูเผินๆ แป้งนวลแห้วก็เหมือนแป้งมันสำปะหลังนั่นเอง และเมื่อใส่น้ำลงไปและนำไปกวนสักพักหนึ่งมันก็จะมีสีเทาๆ กลายเป็นแป้งเหนียวๆ คล้ายๆ กาวที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังเช่นกัน
เพียงแต่แป้งแห้วจะเกาะตัวกันแน่นกว่า แน่นจนเป็นแผ่นหนาเหมือนวุ้นที่เราสามารถเอามาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ ได้
เมื่อซอยเสร็จแล้วก็ตักมาใส่ถ้วย เทน้ำกะทิ แบบน้ำกะทิลอดช่องลงไป ใส่น้ำแข็งไสหรือน้ำแข็งเกล็ดลงไปด้วย…เท่านั้นก็รับประทานได้
เวลารับประทาน “นวลแห้วน้ำกะทิ” ก็เหมือนรับประทานลอดช่องน้ำกะทินั่นแหละครับ และถ้าจะว่าไปก็มีรสชาติคล้ายกัน
แต่นวลแห้วจะเหนือกว่าตรงที่เป็นแป้งที่ทำมาจากแห้วจึงเหนียวหนับ เคี้ยวได้อร่อยเอร็ดกว่าประทับใจประทับลิ้นมากกว่า
ผมไม่ได้รับประทานมาหลายปีแล้ว เพราะระยะหลังๆ หารับประทานยากเหลือเกิน จึงจัดการเสีย 3 ถ้วย อิ่มไปเกือบตลอดทั้งวัน
ผมไม่แน่ใจว่าพี่น้องชาวไทยภาคอื่นๆ จะเคยรับประทานหรือไม่ และเมื่อรับประทานแล้วจะถูกอกถูกใจหรือไม่ แต่สำหรับคนบ้านผมแถวนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร รับประทานกันมาแต่เด็กๆ จึงรู้สึกคุ้นเคยและติดอกติดใจ
จัดเป็นขนมอร่อยระดับต้นๆ ในทัศนะของพวกเรา
ที่ผมหยิบมาเขียนถึงในวันนี้ก็เพื่อจะบันทึกไว้ เพื่อให้ลูกหลานเหลนลื่อลืบลืดในวันข้างหน้าได้รับทราบว่าประเทศไทยของเรายังมีขนมประเภทนี้อีกอย่างหนึ่ง
เป็นขนมวัฒนธรรมเคียงคู่การทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่โบราณกาล
ในอดีตที่ผ่านมา คนไทยเรามักทำนาครั้งเดียว พอทำนาเสร็จในฤดูแล้งจะปล่อยผืนนาทิ้งไว้จนพืชต่างๆขึ้นมาแทนข้าวรุงรังไปหมด
ในพืชหรือต้นหญ้าทั้งหลายแหล่นั้นเองจะมี “แห้วนา” รวมอยู่ด้วย
แห้วที่ชาวนาไม่ได้ปลูกไม่ได้หว่าน แต่มันขึ้นของมันเอง และหัวแห้วก็เล็กนิดเดียว ไม่ใหญ่ เหมือนแห้วจีนที่สามารถปลูกได้
แห้วนาที่ว่านี้เมื่อเอาไปล้าง เอาไปตาก ก็สามารถบดเอาแป้งออกมาได้ และแป้งที่ว่านี้เองที่เอาไปกวนเป็นนวลแห้วดังที่ผมเล่าไว้ข้างต้น
ย้อนเวลาไปสัก 50 ปี ขณะที่ผมเป็นเด็กอยู่ที่ อ.บรรพตพิสัย แป้งแห้วมีมากมายจนแม่ค้าขายขนมในตลาด สามารถทำขนมนวลแห้วน้ำกะทิขายได้เป็นหาบๆ หรือไม่ก็ทำมาขายรวมกับขนมหวานอื่นๆ ได้ทุกวัน
เวลามีงานบวชงานบุญ นอกจากทำทองหยิบ ฝอยทองแล้ว ชาวบ้านก็จะทำ “นวลแห้วน้ำกะทิ” ถวายพระ และทำเหลือเผื่อไว้บริการฆราวาสทั่วไปอีกด้วย
ส่งผลให้นวลแห้วเป็นขนมธรรมดาหรือขนมพื้นบ้านที่หารับประทานได้ทุกวัน
ต่อมาเมื่อชาวนานครสวรรค์ส่วนใหญ่ทำนา 2 ครั้ง 3 ครั้ง ตามระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่พื้นดินไม่ว่างเลย และวัชพืชต่างๆ ไม่ขึ้นเลย แห้วนาก็พลอยหายไปด้วย
ขนมนวลแห้วจึงค่อยๆ หายไปจากท้องตลาด คือไม่มีขายในหาบขนมอีกต่อไป
เคยถามแม่ค้าว่าทำไมไม่เอาแห้วพันธุ์อื่นโดยเฉพาะแห้วปลูกหัวโตๆ มาทำแทนล่ะ
เขาก็ตอบว่า แห้วพวกนี้ไม่มีแป้ง หรือมีก็ไม่เหนียวหนับ ไม่จับเป็นก้อนแบบแห้วนา
ทุกวันนี้ยังโชคดีที่คนรุ่นเก่าจำสูตรได้ จึงยังมีการทำถวายพระแล้วก็รับประทานกันเอง เวลามีงานบุญอยู่บ้างนานๆ ครั้ง
ขณะเดียวกันก็โชคดีที่ยังมีชาวนาอาวุโสอุตส่าห์ไปขุดแห้วจากนาดอนมาทำแป้งนวลแห้วขายประปรายแถวๆ นครสวรรค์
ที่บรรพตพิสัยของผมนั้นไม่มีแล้ว ต้องตระเวนถามไปเรื่อยๆ ว่าอำเภอใกล้ๆ ที่ไหนมีบ้าง
ล่าสุดน้องสาวผมไปได้มาจากตลาดสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชรโน่น
ครับ! เมื่อเวลาผ่านไป ระบบเกษตรกรรมเปลี่ยนไป วัฒนธรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดพร้อมกับระบบเกษตรกรรมเก่าๆ ก็พลอยสูญหายไปด้วย
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมยังทำงานด้านพัฒนาชนบทตระเวนทั่วประเทศเพื่อค้นหาว่ายังมีที่ไหนหลงเหลือประเพณีเกี่ยวข้าวแบบ “ลงแขก” อยู่บ้าง
ไปเจอที่บ้าน โภคาวิวัฒน์ หรือ โภคาพิวัฒน์ อะไรสักอย่างที่ สิงห์บุรี บ้านคุณ จุ่น บางระจัน …ดีใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่ตอนหลังๆ ก็ดูเหมือนว่า หมู่บ้านนี้ก็ไม่สามารถคงไว้ได้ ทำให้ประเพณีลงแขกต้องสูญหายไปโดยสิ้นเชิงจากประเทศไทย
คำว่า ลงแขกที่แปลว่ามาช่วยกันทำงานเอาแรงมาลงมาช่วยกัน วันนี้บ้านฉันพรุ่งนี้บ้านเธอ มะรืนนี้มะเรื่องนี้ไปบ้านเพื่อนคนอื่นๆ ฯลฯ คงเหลืออยู่แต่ในพจนานุกรมเท่านั้น
คำว่า “ลงแขก” ในปัจจุบันนี้กลายเป็นเพียงคำแสลงที่คนใจโฉดเอามาใช้เวลารวมหัวกลุ้มรุมข่มขืนกระทำมิดีมิร้ายผู้หญิงเคราะห์ร้ายแล้วก็เรียกว่า “ลงแขก” ไปซะฉิบ
อีกวัฒนธรรมหนึ่งที่หายไปคือ “รำเกี่ยวข้าว” หรือเพลงเกี่ยวข้าว ที่หนุ่มสาวร้องรำกันอยู่ในท้องนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ดังมากที่พยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ สมัยผมเป็นเด็กๆ
แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว และโชคดีที่กรมศิลปากรช่วยเก็บไว้ ไม่งั้นก็คงไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง และนึกไม่ออกว่ารำเกี่ยวข้าวเขารำกันอย่างไร ร้องกันอย่างไร
เช่นเดียวกับ “นวลแห้ว” ขนมวัฒนธรรมอันสืบเนื่องมาจากการทำนาก็อาจสูญหายไปได้เช่นกัน จึงขออนุญาตนำมาบันทึกไว้ด้วยประการฉะนี้
พร้อมกันนี้ ก็ขอฝากพิพิธภัณฑ์ขนมไทยที่ตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามด้วยนะครับ ช่วยขึ้นบัญชี “นวลแห้ว” เอาไว้ด้วย…เผื่อหมดไปจริงๆ จะได้แวะไปดูที่พิพิธภัณฑ์ขนมไทยอัมพวา เพื่อให้รู้ว่า ขนมอย่างนี้ก็มีในประเทศไทยของเรา.
“ซูม”