ต้นฉบับ “ซูม ซอกแซก” สัปดาห์นี้ ส่งตรงมาจากโรงแรมรอยัล แลงคาสเตอร์ ข้างๆ สวนสาธารณะไฮด์ปาร์ก มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ โน่นละครับ
ดังที่ผมได้เรียนท่านผู้อ่านล่วงหน้าไว้แล้ว ว่าจะขอแว้บไปดูฟุตบอลคู่เอกระดับโลก ศึก “วันแดงเดือด” ระหว่างทีมลิเวอร์พูล กับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สัก 4-5 วัน
และเนื่องจากจะต้องออกไปค้างคืนที่เมืองแมนเชสเตอร์ ถึง 2 คืน เกรงว่าจะไม่สะดวกในการส่งต้นฉบับ เลยต้องใช้วิธีเขียนสต๊อกล่วงหน้าไว้
ตั้งใจว่ากลับมาค่อยเขียนเล่าย้อนหลัง ถ้ามีอะไรน่าสนใจ
ปรากฏว่า ต้นฉบับขาดไปหนึ่งวัน และก็ขาดวันสำคัญ คือวันอาทิตย์ที่เราจะต้องเที่ยวซอกแซกพอดิบพอดี
อีกอย่างหนึ่ง ผมก็กลับมาตั้งหลักที่ลอนดอนเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่องกลับบ้าน ทำให้ มีเวลาพอที่จะนั่งปั่นต้นฉบับได้บ้าง…ก็เลยถือโอกาสปั่นแล้วก็ส่งแฟกซ์เข้าโรงพิมพ์
ถือเสียว่าเราไปซอกแซกอังกฤษตั้งแต่สัปดาห์นี้ ก็แล้วกัน
เรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลคู่เอก…“จ่าแฉ่ง” คงจะเขียนถึงบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็คงจะเก็บไว้พูดในรายการวิทยุ “สนทนากีฬากับจ่าแฉ่ง” ทางคลื่น AM 1422 เวลา 08.00 น. สปอนเซอร์ใหญ่ของการเดินทางครั้งนี้ตามระเบียบ
แต่ก็คงต้องพูดถึงในคอลัมน์นี้บ้าง เพราะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ประทับใจ และเป็นเสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษ ที่ยากจะหาประเทศใดเสมอเหมือน
ไว้มีจังหวะเหมาะๆ ผมจะกลับมาพูดถึงเรื่องฟุตบอลอีกครั้ง เพราะตั้งใจไว้ว่า วันนี้จะเขียนแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ หรือแบบโหมโรงไปพลางๆ ก่อน
ถือเป็นการเกริ่นให้ทราบว่า ผมมีโอกาสไปพบไปเห็นอะไรมาบ้างในแบบภาพรวม…เสร็จแล้ว เรื่องไหนน่าสนใจค่อยดึงมาพูดในรายละเอียดอีกที
ผมออกจากกรุงเทพฯ เที่ยงวันศุกร์สัปดาห์ที่แล้ว โดย สายการบินไทย ไปถึงลอนดอน 6 โมงเย็นวันศุกร์เช่นกัน เพราะบ้านเราได้เปรียบเวลาเร็วกว่าเขา 6 ชั่วโมง
พอเข้าพักเอาของขึ้นห้องที่โรงแรมรอยัล แลงคาสเตอร์ เสร็จสรรพ ก็นั่งรถไปรับประทานอาหารจีนที่ร้าน “โฟร์ซีซั่น” ร้านดังที่สุดในทรรศนะของคนไทยทันทีทันควัน
พรรคพวกที่ไปด้วยลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า เป็ดย่างร้านนี้ยังคงรักษาความอร่อย (ที่สุดในโลก?) เอาไว้ได้
ผมไม่มีสิทธิ์ให้คะแนนเลยครับ เพราะโรคเกาต์ หมู่นี้แวะมาทักทายบ่อยมาก โดยเฉพาะถ้ารับประทานเป็ดเกิน 2 ชิ้น เสร็จแน่ๆ ก็เลยรับประทานได้แค่ชิ้นเดียว ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร
ส่วนร้าน “กำทอง” หรือ “กำถ่ง” ร้านดังที่เป็นข่าวการเมืองเกรียวกราว เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมเพียงแต่เดินผ่าน เพราะอยู่ใกล้ๆ กัน
รสชาติจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่มองจากผู้คนที่ไปอุดหนุนแน่นขนัด คงต้องเชื่อไว้ก่อนว่า ร้านนี้น่าจะอยู่ในระดับแนวหน้าของลอนดอนอย่างแน่นอน
รุ่งขึ้นวันเสาร์ที่ 18 กันยายน พอเที่ยงเป๊ะก็ไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ระหว่างทีมแชมป์ อาร์เซนอล กับ โบลตัน ที่สนามไฮบิวรี ของอาร์เซนอล
เป็นสนามขนาดเล็ก จุคนดูได้แค่ 3 หมื่นกว่าคน อยู่แถวๆ ชานกรุงลอนดอน กลางหมู่บ้านที่อยู่อาศัยเหมือนๆ กับสนามกีฬาคลองจั่นของบ้านเรา ที่อยู่กลางหมู่บ้านอาคารสงเคราะห์ของการเคหะแห่งชาติ
ได้เห็นตัวเป็นๆ หรือตัวจริงๆ ของ เธียร์รี อองรี, โรแบร์ ปิแรส, เดนนิส เบิร์กแคมป์, โซล แคมป์เบลล์ ฯลฯ ค่อนข้างถนัดชัดเจน
ฟุตบอลจบลงอย่างพลิกล็อกนิดๆ ที่เสมอกันไป 1-1 ทั้งๆ ที่อาร์เซนอลเป็นต่อหลายขุม หลายคนในกลุ่มเราบ่นว่า อาจจะเป็นเพราะพวกเราก็ได้ครับ ที่ทำให้อาร์เซนอลเสมอ ทั้งๆ ที่ควรจะชนะอย่างสบายๆ
วันรุ่งขึ้น อาทิตย์ที่ 19 กันยายน ออกเดินทางไปแมนเชสเตอร์ตั้งแต่เช้า ผ่าน สโตน เฮนจ์ หรือวงหินปริศนากลางทุ่งนาของอังกฤษ ที่ร่ำลือกันว่าเป็นหินโบราณมีอายุถึง 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล
ผมมีโอกาสลงไปเดินเวียนเทียนรอบสโตน เฮนจ์ มาแล้ว 1 รอบ พร้อมๆ กับคนอังกฤษและนักท่องเที่ยวนับพันคน ที่ถูกหลอกให้ไปเดินรอบๆ กองหินอยู่ถึง 30 นาที
จากนั้นก็ไปผ่านเมืองบาธส์ ดินแดนของอาณาจักรโรมัน ที่เข้ามายิ่งใหญ่ในเกาะอังกฤษเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว สร้างเมืองไว้แบบเมืองโรมัน รวมทั้งสถานที่อาบนํ้าแร่ของชาวโรมัน ซึ่งยังอุ่นอยู่จนถึงวันนี้
ผมแวะลงเดินและรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารไทยที่นี่ พร้อมกับลงสมุดบันทึกไว้สั้นๆ ว่า เป็นเมืองที่น่าสนใจมากเมืองหนึ่ง
คณะของผมไปถึงแมนเชสเตอร์ราวๆ 6 โมงเศษ เข้าพักโรงแรม มิดแลนด์ ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง
เป็นโรงแรมเก่าๆ แต่ปรับปรุงใหม่ ห้องหับที่นอนข้าวของเครื่องใช้อยู่ในเกณฑ์ดี และมีประวัติที่น่าสนใจไม่น้อย
วันรุ่งขึ้น หลังจากจัดการกับอาหารเช้าแล้ว คณะของผมก็ออกเดินทางไปเมืองลิเวอร์พูล เพื่อเยี่ยมชมสนาม แอนฟิลด์ ของสโมสรลิเวอร์พูล หรือหงส์แดง ซึ่งอยู่ห่างจากแมนเชสเตอร์ ประมาณ 50-60 ไมล์ ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น
ผมมีโอกาสแวะไปคารวะอนุสาวรีย์ของ บิล แชงคลีย์ อดีตผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ของหงส์แดง และมีโอกาสแวะไปที่สโมสร เอฟเวอร์ตัน ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อเยี่ยมชมเสื้อชุดใหม่ของนักเตะเอฟเวอร์ตัน
เสื้อที่มีตรา “เบียร์ช้าง” ของไทยประดับหน้าอกนั่นแหละครับ
อยู่ลิเวอร์พูลจนใกล้เที่ยงค่อยกลับมาเยี่ยมย่านช็อปปิ้งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ชื่อเดียวกับสนามฟุตบอลของแมนฯ ยู เพียงแต่ไม่มีคำว่า “โอลด์” เท่านั้น
คือศูนย์การค้า “แทรฟเฟิร์ด” ซึ่งใหญ่กว่าซีคอนสแควร์ของเราสักเศษ 1 ส่วน 4 เท่าโดยประมาณ
ตกคํ่าเราก็ไปดูฟุตบอลคู่เอก “ศึกแดงเดือด” ระหว่างทีมปิศาจแดง กับทีมหงส์แดง ณ สนาม โอลด์ แทรฟเฟิร์ด อันโด่งดัง
บรรยากาศเป็นยังไงบ้าง ท่านที่อ่านคอลัมน์ “จ่าแฉ่ง” ในไทยรัฐ เมื่อวานนี้ คงจะทราบแล้ว
นำมาเรียนสั้นๆ ตรงนี้อีกนิดก็ได้ครับ ว่ายิ่งใหญ่เกรียงไกรเหลือประมาณ
โดยเฉพาะเสียงเชียร์ของผู้คนกว่า 67,000 คนนั้น บอกตรงๆ ว่ากระหึ่มเข้าไปจนถึงหัวใจของพวกเราที่เดินทางไปจากประเทศไทยเลยละครับ
บรรยากาศก่อนแข่ง บรรยากาศระหว่างแข่ง และบรรยากาศหลังแข่ง เร้าใจอย่างสุดจะบรรยายได้
แม้ที่นั่งของผมจะอยู่แถวที่ 39 ซึ่งอยู่เกือบสูงสุด (แถวที่ 40 สูงสุด) มองเห็นนักฟุตบอลตัวโตกว่าหัวไม้ขีดเพียงหน่อยเดียว
แต่ความมันส์ ความเร่งเร้าตลอด 90 นาทีของการแข่งขัน ทำให้เราลืมภาพนักฟุตบอลตัวจิ๋วๆ ในสนามไปเสียสนิท
ผมขออนุญาตจบข้อเขียนซอกแซกสัปดาห์นี้เหมือนข้อเขียนของจ่าแฉ่งเมื่อวานนี้นะครับ
คืออยากจะจบว่าที่อุตส่าห์ดั้นด้นไปดูฟุตบอลคู่นี้ถึงที่โน่นด้วยความลำบากลำบนหลายอย่าง ก็เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศนี่แหละครับ
ส่วนการดูเกมการแข่งขันนั้น ผมสั่งพรรคพวกทางเมืองไทย อัดเทปไว้แล้ว…เพื่อกลับมาดูอีกทีที่บ้านเรา!
“ซูม”