ผ่านไปเรียบร้อยโรงเรียนเวิร์คพอยท์แล้วครับ สำหรับการแสดงคอนเสิร์ต “คุณพระช่วยสำแดงสด” รอบสอง ที่กลับมาตามเสียงเรียกร้องของแฟนๆ เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 7-8 พ.ย. ณ โรงละครอักษรา ซอยรางนํ้า
ทีมงานซอกแซกโชคดีมีโอกาสได้ดูชมในรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นรอบลาโรง สำแดงเต็มเหยียดกว่า 4 ชั่วโมงจากทุ่มครึ่งไปเลิกเอาเที่ยงคืนเศษๆ
เรียกเสียงปรบมือได้อย่างอึกทึกกึกก้อง แสดงถึงความประทับใจของแฟนๆกว่า 700 คนที่เข้าไปแออัดอยู่ในโรงละครอันตระการตาแห่งนี้
700 คนนั่นน่ะเต็มเอี้ยดแล้วนะครับ โดยบวกเก้าอี้เสริมเข้าไปด้วยแล้ว เพราะที่นั่งโดยปกติของโรงละครอักษรามีเพียง 600 ที่นั่งเศษๆ เท่านั้น
ฉะนั้นจากข่าวที่บอกว่าเต็มทุกรอบจากการแสดงตามคำขอเพิ่มเติมอีก 2 วัน หรือ 4 รอบคราวนี้ จึงเท่ากับมีคนโชคดีได้เข้าไปดูชมเพียงประมาณ 2,800 คน
ทีมงานซอกแซกขออนุญาตทำหน้าที่เก็บตกความทรงจำอันงดงามและสนุกสนานมาฝากแฟนๆอีกหลายหมื่นคนที่อยากดู อยากไปให้กำลังใจคอนเสิร์ตชุดนี้ พอเป็นสังเขป
คงต้องเริ่มจากแรงบันดาลใจในการจัดคอนเสิร์ต ครั้งนี้ ที่สืบเนื่องมาจากความสำเร็จของรายการ “คุณพระช่วย” ที่บริษัทเวิร์คพอยท์ นำเสนออยู่ที่ช่อง 9 อสมท นั้น มีอายุครบ 5 ปีบริบูรณ์
คณะกรรมการบริษัทภายใต้การนำของท่านประธาน ปัญญา นิรันดร์กุล จึงเห็นสมควรที่จะเฉลิมฉลองด้วยการจัดสำแดงสดในรูปของคอนเสิร์ตดนตรีออเคสตราวงใหญ่ ประชันกับดนตรีไทยเต็มยศ พร้อมการแสดงประกอบโดยนาฏศิลป์ชุดใหญ่ทั้งสากลและไทยๆเพื่อความอลังการ
นำไปสู่เพลงหนังและเพลงละครในอดีตเรื่อยมา จนถึงระยะเวลาใกล้ๆ กับปัจจุบัน
โดยมอบหมายให้ 3 พิธีกรเจ้าประจำของรายการ “คุณพระช่วย” ธงชัย ประสงค์สันติ, เท่ง เถิดเทิง และ ทอดด์ ทองดี เป็นผู้สนทนานำเรื่องแล้วตัดเข้าสู่การบรรเลงเพลงต่างๆ
เริ่มด้วยการบรรเลงแบบโชว์วง โดย วง “คุณพระช่วยออเคสตรา” ซึ่งเป็นวงที่เวิร์คพอยท์ จัดตั้งขึ้นมาใหม่ในสังกัด ประชันกับวงดนตรีไทยเดิมด้วยเพลง “พม่าประเทศ” ซึ่งทั้ง 2 วงต่างก็บรรเลงประสานเสียงกันได้อย่างกระหึ่ม
จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่เพลงละครและภาพยนตร์ เริ่มจาก “นํ้าตาแสงใต้” จากละคร “พันท้าย-นรสิงห์” มาจนถึงเพลงจากภาพยนตร์เรื่องจำเลยรัก, ความรักเพรียกหา, กระต่ายเต้น, และ “โทน” เพลงจากภาพยนตร์ของเปี๊ยกโปสเตอร์ในอดีต
สลับด้วยการร้องเพลงฝรั่ง We Will โดย ทอดด์ ทองดี ประชันกับเพลงกระทบไม้ ของเท่ง เถิดเทิง เพื่อเปิดโอกาสให้โชว์การรำ “ลาวกระทบไม้” ศิลปะพื้นบ้านแบบไทยๆ ได้อย่างตื่นตาตื่นใจ
การแสดงครึ่งแรกจบลงด้วย จำอวดหน้าม่าน คณะ โย่ง เชิญยิ้ม ที่ออกมาด้นเพลงฉ่อย ล้อเลียนการสร้างภาพยนตร์และละครทีวีของเมืองไทยยุคนี้
ลองฟังตัวอย่างสัก 2-3 บท จะให้มัน กรุณาอ่านเป็นทำนองเพลงฉ่อยไปด้วยนะครับ
“นางเอกเรื่องไหนก็เรื่องนั้น
ดูแล้วเหมือนกันทุกเรื่องไป
ไม่ได้ไม่ดีก็มีแต่นํ้าตา
ร้องไห้เหมือนกับว่าพ่อแม่ตาย
นิสัยนางเอกมักชอบอ่อนแอ
โดนตามรังแกแต่ก็ไม่ตาย
ต้องสวยสุดๆผิวผุดผ่อง
ถึงอยู่ในซ่องก็บริสุทธิ์ได้” ฯลฯ
“พูดถึงพระเอกก็ต้องสำอาง
ไม่ค่อยแตกต่างจากนางเอกเท่าไร
ถ้าไม่ร้วยรวยก็จ้นจน
แต่ก็เป็นคนมีนํ้าใจ
บางทีซื่อบื้อเหมือนไม่เต็มบาท
แต่ก็เป็นทายาทตระกูลใหญ่
ถึงจะโดนไล่ยิงก็ถูกยาก
ถึงจะถูกอย่างมาก ถากแค่ไหล่” ฯลฯ
ครับ! พอน้าโย่ง และคณะด้นจบเสียงปรบมือกราวใหญ่ก็ดังขึ้นโดยมิได้นัดหมาย เป็นการส่งท้ายครึ่งเวลาแรกได้อย่างถูกใจคนดู
สำหรับครึ่งหลังเริ่มด้วยการโชว์ลิเกฮูลูจากนักเรียนโรงเรียนบ้านต้นสน จ.ปัตตานี ที่แสดงได้อย่างพร้อมเพรียงและน่ารัก
ตามด้วยเพลงจากชุด “สามโทน” ให้ธงชัย ประสงค์สันติ ร้องเพลง น้ำตาฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ป๋า ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี มาโชว์ขลุ่ยเทวดาของท่านเป็นเพลงแรก
จากนั้นก็เป็นการประชันระหว่างขลุ่ยโดยป๋าธนิสร์กับกีตาร์ของ จั๊ก ชวิน พระเอกวัยรุ่นจากภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” (ในการแสดงครั้งแรกเห็นว่าประชันกับ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร จึงน่าจะเป็นขลุ่ยกับเปียโน?)
ไปเรื่อยๆ เวลาก็ชักดึกลง แต่การบรรเลงและเพลงที่เลือกยังคงเข้มข้นและอึกทึก เช่น หน้ากากเสือ, กระบี่ไร้เทียมทาน, เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
แถมด้วยเพลงโฆษณา “ถ่านไฟฉายตรากบ” ของนคร มงคลายน ในอดีต
จุดเด่นที่ตามมาก็คือการแสดงชุดม่วนชื่นบีโทเฟ่นให้ออเคสตราบรรเลงท่อนหนึ่งของบีโทเฟ่น และเชิญอาจารย์ สมบัติ สิมหล้า ยอดแคนแดนอีสาน ผู้อยู่ในโลกมืดมาเป่าแคนตอบโต้ ก่อนจะตบท้ายเพลงละคร “คู่กรรม” และกลับไปสู่ละครเวทีรุ่นเก่า ภาพยนตร์รุ่นเก่าด้วยเพลง “ผู้ชนะสิบทิศ” จากเสียงของตุ้ม จ่านกร้อง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความสุขและสนุกมากๆ ระคนด้วยความภูมิใจมากๆ กับศิลปวัฒนธรรมไทยที่คุณพระช่วยนำมาเสนอได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หากการบรรยายนำเรื่องของ 3 พิธีกรจะกระชับและเข้าเป้ากว่านี้อีกนิดจะทำให้รายการสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
เพราะเมื่อเอ่ยชื่อเพลงออกมาคนดูเริ่มเกิดอารมณ์อยากฟังเพลง แต่ทั้ง 3 พิธีกรกลับเล่นตลกกันอยู่อีกหลายมุก ซึ่งแม้จะได้เสียงหัวเราะจากคนกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ทำให้คนอีกกลุ่มที่ชอบเพลงมากกว่า เครื่องดับไปดื้อๆ
นอกจากนี้ควรมีเบื้องหลังของแต่ละเพลงให้มากกว่านี้ เพราะถ้าฝ่ายทำบทลงไปเก็บข้อมูลจริงๆ จะพบว่าหลายๆ เพลงยังมีเกร็ดและเรื่องฮาอีกมาก อันจะทำให้คนดูฮาแบบได้ความรู้ติดตัวกลับไปคุยต่อให้ลูกหลานฟังในวันต่อๆไป
ครับ! ก็เป็นการฝากโน่นฝากนี่เอาไว้บ้างตามธรรมเนียมของคนเขียนหนังสือ–ไม่ได้คิดจะหักคะแนนอะไรหรอก เพราะเขียนใส่ซองไว้ แล้วว่าให้ 5 ดาว ด้วยความประทับใจในฝีมือของทุกๆคนบนเวทีคืนนั้น.
“ซูม”
คุณพระช่วยสำแดงสด
November 15th, 2009 · No Comments
Tags: บันเทิง