ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือนธันวาคม ได้ชื่อว่าเป็นห้วงเวลาที่ดอกทานตะวันจะบาน และบรรดาทุ่งทานตะวันทั้งหลาย จะกลายเป็นทุ่งสีทองเหลืองอร่ามสุดสายตา
และบริเวณที่มีการปลูกทานตะวันมากที่สุดจนเป็นที่เลื่องชื่อลือชาในปัจจุบันนี้ เห็นจะไม่มีที่ไหนทัดเทียมจังหวัด ลพบุรี กับ สระบุรี
เราก็เลยได้ยินข่าว และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เชิญชวนให้ไปดูชม “ทุ่งทานตะวัน” หรือไปเที่ยวงาน “เทศกาลตะวันบาน” อย่างเอิกเกริกทั้ง 2 จังหวัด
ก่อนจะถึงเรื่องราวที่จะเขียนในวันนี้ ขออนุญาตเชื้อเชิญอย่างเป็นทางการด้วยความยินดีว่า ใครยังไม่เคยดู ยังไม่เคยชม อย่าลืมแวะไปชมกันได้
จะไปลพบุรีหรือไปสระบุรี ก็เชิญตามสะดวก และตามแต่ศรัทธาปสาทะของท่านทั้งหลายเถิด
แต่ที่ทีมงานซอกแซกจะเขียนถึงเป็นกรณีพิเศษในวันอาทิตย์นี้ เป็นงานของชาว แก่งคอย จังหวัดสระบุรี ครับ
วันอังคารที่ 30 พ.ย. และวันพุธที่ 1 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ เขาจะมีงาน “เทศกาลทานตะวันบาน และตำนานแก่งคอย” รวม 2 วัน 2 คืน
เน้นทั้งทุ่งทานตะวันและประวัติศาสตร์อันยาวนานของแก่งคอยควบคู่กันไป
กลายเป็นงานที่น่าสนใจ น่าทึ่ง และน่าเที่ยวไม่น้อย เพราะแก่งคอยอยู่แค่นี้เองครับ
ไปถึงสระบุรีเลี้ยวขวาสู่ถนนมิตรภาพ แผล็บเดียวก็ถึงทางแยกเข้าแก่งคอย
มาเริ่มที่ทุ่งทานตะวันกันก่อน…ทีมงานซอกแซกเพิ่งจะส่งสมาชิกสาขาสระบุรี แวบไปสำรวจความงามมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ได้รับการยืนยันอย่างแข็งขันว่า บนถนนสายใน (ไม่ใช่ถนนมิตรภาพนะครับ) จากแก่งคอยไปมวกเหล็ก ซึ่งดารดาษไปด้วยไร่ทานตะวันนั้น บอกได้เลยว่ากำลังเบิกบานเต็มที่
จะแวะเยี่ยมชมหรือซื้อดอกทานตะวันติดมือกลับบ้าน ชาวไร่ก็จะช่วยจัดการให้อย่างกุลีกุจอ
สำหรับค่าเยี่ยมชมนั้น เขาขอค่า “เหยียบไร่” รายละ 5 บาท ถูกเหมือนดูฟรี เพราะจะดูแค่ไหน ใช้เวลานานเท่าไรก็ได้
ทีมงานซอกแซกฝากข้อติงเอาไว้ข้อเดียวว่า เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา รถราค่อนข้างติดขัด โดยเฉพาะเที่ยวกลับ
ยังไงๆ ช่วยจัดระบบจราจรให้ด้วยในระหว่างมีงานใหญ่ รถราจะได้ไหลลื่น เพราะเชื่อว่าจะต้องมีผู้คนไปเยี่ยมเยียนมากมายแน่นอน
ก็มาถึงเรื่องราวที่เป็นตำนานของ แก่งคอย บ้างละทีนี้
แทบไม่น่าเชื่อว่า อำเภอเล็กๆ อำเภอนี้จะมีประวัติอันยาวนาน ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์และที่เป็นตำนานร่ำลือปากต่อปาก
ในการแสดงแสงสีเสียงในภาคค่ำ ระหว่างงานนี้แขกเหรื่อที่ไปเยือนจะได้รับทราบความเป็นมาของแก่งคอย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียด
เริ่มจากการค้นพบภาพแกะสลักนูนต่ำบนหินผนังถ้ำเป็นรูปพระโพธิสัตว์ห้อยพระบาท ณ วัดถ้ำโพธิสัตว์ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย ซึ่งเป็นศิลปะทวาราวดี ทำให้ทราบว่า ณ ที่นี้ในอดีตเคยเป็นชุมชนมาแต่ยุคโบราณกาล
โดยเฉพาะในสมัยกรุงธนบุรีมีหลักฐานว่า พระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งยกทัพไปตีเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตผ่านลำนํ้าป่าสักมาขึ้นบกที่แก่งคอย
ส่วนราษฎรชาวลาวที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกะเกณฑ์มา ก็หยุดตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ในบริเวณนี้
ต่อมาก็มาถึงยุคตำนานรักแสนเศร้าเคล้าความหวาน ระหว่างหมื่น “ชลมรคา” ทหารไทย กับสาวนางละคร “ดวงคำ” ที่ถูกเจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนสู่เวียงจันทน์ ทำให้แก่งหินบริเวณนี้กลายเป็นแก่งแห่งการรอคอย ว่าเมื่อไรหนอสาวดวงคำจะคืนกลับ
แล้วก็มาถึงยุคพระราชวังสีทา ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ที่มาสร้างพระราชวังแห่งนี้ไว้ และเพิ่งจะค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ กลายเป็นข่าวใหญ่เกรียวกราวในแวดวงโบราณคดี
จากนั้นก็มาถึงยุคของรัชกาลที่ 5 ที่โปรดให้สร้างทางรถไฟผ่านป่าดงพญาเย็นสู่นครราชสีมา และเสด็จประทับ ณ แก่งคอย ถึง 4 ครั้ง พร้อมพระราชทานนามบริเวณที่ทรงประทับว่า “ผาเสด็จพัก”
ตบท้ายด้วยฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 แก่งคอยถูกโจมตีทางอากาศเมื่อ 2488 จนบ้านเรือนและร้านตลาดพินาศยับเยิน ก่อนจะรื้อฟื้นกลับมาเป็นแก่งคอยในปัจจุบัน
ครับ! ตำนานอย่างย่นย่อ แม้จะมีเพียงเท่านี้ จากบทแสงสีเสียงที่ทางอำเภอสรุปมาให้ แต่ในรายละเอียดของการแสดงจริงๆ น่าจะมีมากกว่านี้แน่นอน
โดยสรุปการจัดงานครั้งนี้เป็นการร่วมมือของจังหวัดสระบุรี อำเภอแก่งคอย และเทศบาลตำบลแก่งคอยอย่างใกล้ชิด
ในวันเปิดงาน 30 พ.ย. ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทวีป เทวิน จะนำผู้มีเกียรติที่ไปร่วมงานนี้ลงเรือชมบรรยากาศเมืองแก่งคอย ริมนํ้าป่าสักขึ้นสู่ท่าเจ้าวงศ์
จากนั้นก็จะเข้าสู่บริเวณจัดงาน ซึ่งจะมีการแสดงสินค้า OTOP สระบุรี ตลอดจนสินค้าโรงงาน และนิทรรศการสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด
บนเวทีจะมีการประกวดหมอลำชิงแชมป์ประเทศไทย และการแสดงพื้นบ้านอีสานหลายๆ รูปแบบ โดยมีดนตรีโปงลางคอยขับกล่อมให้จังหวะไปตลอดระหว่างเสิร์ฟอาหารเย็นในบรรยากาศย้อนยุค
ตบท้ายด้วยการแสดงแสงสีเสียงตำนานแก่งคอย ดังที่ได้เกริ่นไว้ในช่วงต้น
รายการภาคเย็นจนถึงภาคคํ่าดังกล่าว อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลแก่งคอย ที่มี รศ.น.พ. อภิณพ จันทร์วิทัน นายกเทศมนตรี เป็นแม่งานหลัก
สำหรับท่านที่จะไปแต่เช้าเพื่อชมทุ่งทานตะวันด้วย จะมีการจัดงานที่หมู่ 7 ต.ท่าคล้อ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกจำนวน 400 ไร่ โดยมีท่านนายอำเภอ เผด็จ สุจเร รับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกทั้งหลายทั้งปวง
จากนั้นจะไปเยี่ยมทุ่งทานตะวันอื่นๆ ซึ่งมีรวมกันถึง 22,050 ไร่ ทั่วอำเภอ ก็ไม่ขัดข้อง
หรือจะแวะวนอุทยานฯ เจ็ดคต ดูนํ้าตกเจ็ดคต วังสีทา ถํ้าพระโพธิสัตว์ นํ้าตกโกรกอีดก ฯลฯ ก็สุดแต่อัธยาศัย
ขณะนี้บัตรเข้าชมงานต่างๆ ยังพอมีอยู่บ้าง โปรดติดต่อด่วนจี๋ที่หมายเลข 0-3625-1914-5
และหากจะพักค้างคืน ลองหมุนหมายเลข 0-3630-6270-3 (ศุภาลัย ป่าสักรีสอร์ต) และ 0-3622-7215 (หาด 2 แคว รีสอร์ต) ทราบว่ายังเหลืออยู่บ้างเช่นกัน
เสร็จงานแล้วจะแวะไปเยี่ยมแก่งคอยอีกสักครั้งก็ยังได้ท่านนายกเทศมนตรี คุณหมอ อภิณพ จันทร์วิทัน ท่านยํ้าส่งท้ายไว้ว่า แก่งคอยจะรอคอยพี่น้องทุกๆ จังหวัด ทุกๆ ภาค ที่ไม่มีโอกาสไปงาน แต่มีความประสงค์จะแวะไปเยือนภายหลังอยู่เสมอ
อย่าทอดทิ้งให้ชาวแก่งคอย “คอยหาย” หรือ “คอยเก้อ” ก็แล้วกันครับ.
“ซูม”