สัปดาห์ที่แล้ว ทีมงานซอกแซกมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนงานดังๆ ทุกๆ งาน และเก็บข้อมูลมาเต็มกระเป๋าสะพายเลยล่ะ
งานสัปดาห์หนังสือ เขียนเล่าไปแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อน งาน “โอทอป อินเดอะซิตี้” เห็นแล้วเศร้าเอาใจลุ้นมากกว่าเพื่อนแต่ลุ้นไม่ขึ้น ก็ขอผ่านไป
งานบางกอกมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 แน่นปึ้กเลย ผู้คนยังคงคลาคล่ำ และบรรยากาศของงานก็ยังสนุก สนานใครมาบอกว่าเศรษฐกิจตกต่ำ คงไม่อยากจะเชื่อเท่าไรนัก
ส่วนงานกาชาด ยังไม่มีโอกาสไปตระเวนด้วยตัวเอง แต่ได้ส่งทีมงานไปมาแล้วเรียบร้อย
ถึงอย่างไรงานกาชาด ก็ยังเป็นขวัญใจคนไทยตลอดกาล และเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาว่าของถูกกว่าที่อื่น
โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค แม่บ้านชอบ เพราะจะมีของดีๆ มาลดราคาอยู่เสมอ
อีกงานหนึ่งที่หัวหน้าทีมซอกแซกแอบไปเดินคนเดียวเงียบๆ คืองานนิทรรศการย้อนยุค “ข้าวยาก หมากแพง” ที่ ร้านภูฟ้าผสมผสาน ชั้น 4 ศูนย์การค้า สยามพารากอน
ไปเพราะได้รับจดหมายฉบับหนึ่งเล่าถึงนิทรรศการนี้ ดังที่หัวหน้าทีมซอกแซกเขียนไว้แล้ว ในคอลัมน์ประจำวันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ตอนนั้นยังไม่ได้ดูไม่ได้เห็นนิทรรศการจึงอยากจะไปดูไปเห็นด้วยตาตนเองสักครั้งและเมื่อได้ดูได้เห็นแล้วก็อยากเขียนถึง เพราะชอบใจแนวคิดต่างๆที่เขานำเสนอ
ที่สำคัญ เพิ่งทราบที่มาที่ไปของ “ไข่น้ำ” หรือ “แกงจืดไข่น้ำ” ของโปรดของผม (ก่อนจะโดนหมอห้ามกินไข่มากเกินเหตุ) ในนิทรรศการนี้เอง…ขออนุญาตนำท่านผู้อ่านไปเที่ยวร้านภูฟ้าผสมผสาน ที่สยามพารากอน ก็แล้วกันนะครับสัปดาห์นี้
ร้านภูฟ้าผสมสาน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นแหล่งวัฒนธรรมใจกลางเมือง เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และบูรณาการความรู้สาขาต่างๆ
ดำเนินการในรูปแบบการจัดนิทรรศการหมุน เวียนและจำหน่ายสินค้าที่ระลึกที่บอกเรื่องราวของมนุษย์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม จากอดีตถึงปัจจุบัน
การดำเนินงานร้านภูฟ้าผสมผสาน เป็นกิจกรรมหนึ่งของกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (ก.พ.ด.) ที่จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
นิทรรศการ “ย้อนยุค ข้าวยากหมากแพง” จัดทำโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จังหวัดนครปฐม
นิทรรศการนี้ เล่าถึงความอดอยาก ขาดแคลน วิกฤติของชีวิตที่มีอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อหาคำตอบว่า ข้าวยากหมากแพงในแต่ละยุคสมัย เกิดมาจากสาเหตุอะไร คนทั่วไปจดจำอะไรบ้างเกี่ยวกับความทุกข์ยาก และหาวิธีปรับตัวอย่างไรให้มีชีวิตอยู่รอดและมีความหวัง
เท่าที่สืบหาได้จากเอกสารโบราณ เช่น พงศาวดาร บันทึกราชการ สงคราม และภัยธรรมชาติเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นาล่ม หรือไม่มีการทำนา ยังผลให้ขาดแคลนข้าว ประชาชนอดอยาก
ในยามที่อดอยาก พระเจ้าแผ่นดินบางยุคสมัยพระราชทานข้าว และให้ข้าราชการทำนาปรัง ในยุคต่อมาทางการซื้อข้าวเปลือก ข้าวสารแจกราษฎร เพื่อบรรเทาความยากลำบาก
ชาวบ้านที่อดอยากขาดแคลน มักต้องประทังชีวิตด้วยการหาพืชผักต่างๆ ทั้งเผือก มัน กลอย กล้วย หน่อไม้ ขุยไผ่ ฟักทอง ถั่ว ตามแต่จะหาได้ หุงต้มปนข้าว หรือรับประทานแทนข้าว
สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นช่วงของความเดือดร้อนแสนสาหัส ที่ยังคงมีผู้สูงวัยอายุเกิน 80 ปี จำเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้แม่นยำ ทั้งความทุกข์ของคนกรุง ทั้งภัยจากระเบิด และสินค้าราคาแพงขึ้น และความลำเค็ญจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2485 ที่ตามมากระหน่ำซ้ำหลังสงครามโลกเพียงปีเดียว
แต่ความขาดแคลนทำให้ต้องมีการประดิษฐ์ ของกินของใช้มาทดแทน ทำให้เกิดสูตรอาหารใหม่ๆ เช่น “แกงจืดไข่น้ำ” เป็นต้น พร้อมกับมีการนำใยสับปะรดมาทำเป็นด้ายเย็บผ้า ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันก๊าด
ข้าวยากหมากแพงยุคโลกาภิวัตน์ เป็นเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากความผิดพลาดของการ บริหารตลาดเงิน ยังผลให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เป็นระยะๆ แม้ข้าวจะไม่ขาดแคลนก็ไม่มีเงินพอซื้อ เพราะผู้คนเริ่มตกงาน ขาดรายได้
บันทึกข้างต้นนี้ ผมตัดต่อคัดลอกมาจากเอกสารแนบ ที่ร้านภูฟ้าผสมผสานส่งมาให้ ซึ่งเป็นข้อความกะทัดรัดอ่านแล้วก็ทำให้ทราบถึงข้อใหญ่ใจ ความของนิทรรศการย้อนยุคข้าวยากหมากแพงโดยตลอด
ขอย้ำว่านิทรรศการชิ้นนี้เป็นนิทรรศการเล็กๆ เนื้อหาอาจไม่ลึกซึ้งนัก แต่แนวคิดสร้างสรรค์ ที่นำไปสู่การปลอบประโลมใจคนปัจจุบันนั้นต้องยกนิ้วให้เลยทีเดียว
ใครจะโวยจะวายอะไรจะได้นึกถึงอดีตกาล ว่าปู่ย่าตายายของเราผจญมามากกว่านี้
นิทรรศการ “ย้อนยุค ข้าวยาก หมากแพง” จะมีจนถึงวันที่ 31 พ.ค.ครับ
จะไปดูนิทรรศการก็ได้ หรือจะไปอุดหนุนสินค้าในร้านภูฟ้าตามแนวพระราชดำริขอสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีบ้างก็จะเป็นการดี เพราะรายได้จะไปถึงมือคนยากจนในชนบท
อย่างไม่อะไรเลย ดื่มกาแฟภูฟ้าสักแก้วแค่ 30 บาทเท่านั้นถือว่าราคาปกติน่ะครับ ในบรรยากาศของสยามพารากอน
อนึ่ง สำหรับ “แกงจืดไข่น้ำ” มีประวัติเพิ่มเติมดังนี้…ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร ขาดแคลนเนื้อหมู เพราะการเลี้ยงหมูเป็นไปอย่างลำบาก ประกอบกับเมื่อเลี้ยงได้ ทางราชการก็จะนำเนื้อหมูไปให้ทหารรับประทานเสียมากกว่า
เมื่อเนื้อหมูกลายเป็นสินค้าขาดแคลน ดังนั้นในการปรุงอาหารของคนไทยจึงมีเนื้อหมูน้อยลง โดยเฉพาะในแกงจืดต่างๆ จะมีเนื้อหมูน้อยมาก
จนกระทั่งร้านข้าวต้มร้านหนึ่ง (ดูในภาพรางๆน่าจะชื่อร้านแม่หลีไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนของกรุงเทพฯ) ริเริ่มเอาไข่เจียวมาทำแกงจืดแทนเนื้อหมู ขายในราคาชามละ 5 สตางค์ กลายเป็นอาหารถูกปากของประชาชน จึงเล่าลือแพร่สะพัดไปทั่วเมือง ประชาชนที่มาลิ้มลองต่างจำไปปรุงเอง และเผยแพร่ไปต่างจังหวัดทั่วประเทศ เกิดเป็นเมนูแกงจืดไข่น้ำขึ้น
ดังนั้นใน พ.ศ.นี้ จะมีใครคิดอาหารประหยัด แต่อร่อยอะไรขึ้นมาอีกคงต้องติดตามกันต่อไป…
ช่วยๆคิดกันหน่อยนะครับ…อะไรก็ได้ที่ประหยัด และอร่อยกว่า “บะหมี่สำเร็จรูป” น่ะ เฮ้อ! เจอแต่มาม่า ยำยำ ไวไว…หลายๆมื้อเข้าชักจะไม่ไหวเหมือนกัน.
ป.ล.สำหรับภาพประกอบวันนี้เป็นไข่ไก่ธรรมดา ยังไม่ได้นำไปทอดไปเจียว หรือไปต้มเป็นแกงจืดใดๆทั้งสิ้น เพราะภาพไข่น้ำในกระทะที่งานแสดงนิทรรศการนั้น หัวหน้าทีมซอกแซกถ่ายมาแล้วดูไม่เป็นไข่น้ำเท่าไรนัก จึงขออนุญาตใช้รูปไข่ธรรมดาๆ แทน.
“ซูม”