ซอกแซกสัปดาห์นี้ ขออนุญาตเอาใจและฉลองศรัทธาแฟนๆนักอ่านกำลังภายในเป็นกรณีพิเศษ ขณะเดียวกันก็เพื่อเอาใจตัวเองด้วยในฐานะที่เป็น 1 ในบรรดาแฟนๆกำลังภายใน ตัวจริงเสียงจริง
รู้ข่าวว่า หวงอี้ ยอดนักเขียนกำลังภายในที่ จรัสแสงเรืองโรจน์ที่สุดในยุคปัจจุบัน จะมาเยือน เมืองไทย…มีหรือจะไม่รีบเคลียร์คิวทันที เพื่อจะหาโอกาสไปกระทบไหล่หวงอี้ให้จงได้
ผมพลาดไป 1 ครั้ง คือไม่สามารถจะลอยเรือล่องเจ้าพระยากับเขาได้ เพราะมีภารกิจสำคัญมากแทรกเข้ามาอย่างกะทันหัน
แต่ครั้งที่ 2 ที่หวงอี้จะไปร่วมเสวนาเปิดตัว หนังสือเล่มใหม่พร้อมด้วย น.นพรัตน์ ผู้แปล และ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ผู้ชักนำ ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ก่อนเที่ยงวันอังคารที่ผ่านมานั้น…ผมไม่ยอมพลาดเด็ดขาด
ไปถึงโรงแรมได้ทันเวลา…จึงได้รับฟังการสัมภาษณ์ของ อาจารย์ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ที่ทั้งถามและแปลคำตอบของหวงอี้ได้อย่างมีอรรถรส
แถมยังมีโอกาสได้นั่งรับประทานอาหารกลางวันโต๊ะเดียวกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะและข้อคิดเห็นซึ่งกันและกันอีกกว่าครึ่งชั่วโมง
หวงอี้วันนี้อายุ 55 ปีแล้ว แต่เพราะเป็นคนอาภัพเส้นผม และไม่ยอมปกปิดจึงทำให้ดูเหมือนอายุ 60 กว่า
แต่ถ้าไปนั่งใกล้ๆ จะเห็นว่าเซลล์ทุกเซลล์ของเขายังกระฉับกระเฉง และมีความแข็งแรงที่จะอยู่เขียนนิยายกำลังภายในได้อีกหลายปี
โดยประวัติของเขาอย่างที่ผมเคยเล่าไปคร่าวๆ แล้วว่า หวงอี้มีตำแหน่งเป็นถึงท่านรองของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาศิลปะแห่งฮ่องกง กินเงินเดือนค่อนข้างสูง
แต่จู่ๆ ก็ลาออกมาเขียนหนังสือซะงั้น
เขาเปิดเผยถึงเหตุผลในการตัดสินใจว่า เพราะเขาเชื่อในวิชาหมอดูที่เขาศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง ด้วยความชอบเป็นการส่วนตัว
ตำราบอกว่าประมาณเดือนมิถุนายน ปี 1987 จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อชีวิตในครึ่งหลังของเขา…ซึ่งตอนนั้นเขานึกไม่ออกว่า “มันคืออะไร”
แต่ก่อนหน้านั้นสัก 1 ปี เขาเคยเขียนนิยายกำลังภายในส่งไปที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ที่ประกาศรับข้อเขียนของนักเขียนใหม่
ปรากฏว่าหายต๋อมไปเลย จนกระทั่งใกล้ๆเดือนมิถุนายนของปีที่เขาจะต้องรุ่งตามคำพยากรณ์…สำนักพิมพ์ จึงได้โทรศัพท์มาหา
บอกว่า “มัวแต่ย้ายโรงพิมพ์อยู่…ไม่รู้ไปซุกต้นฉบับไว้ไหน…เพิ่งหาเจอนี่แหละ…คุณเขียนได้ไม่เลว แฮะ…เราจะเอาลงตีพิมพ์ละนะ”
หวงอี้พอทราบดังนั้นก็บอกกับตัวเองว่า นี่แหละคือการเปลี่ยนแปลงละ…ว่าแล้วเขาก็ลาออกจากท่านรองไปหากินทาง เขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว
เขียนทั้งนิยายวิทยาศาสตร์ และนิยายกำลังภายในคู่กัน จนดังระเบิดเถิดเทิงมาจนถึงวันนี้
เขาให้เหตุผลว่าที่ต้องไปเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ เพราะตลาดนิยม สำนักพิมพ์เรียกร้อง แต่ตัวเขาเองชอบกำลังภายใน จึงต่อรองขอเขียนคู่กัน
ตอนหลังๆ ปรากฏว่ากำลังภายในของเขาโดนใจตลาดทั่วเอเชีย ส่งผลให้เขาได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 3 นักเขียนกำลังภายในอมตะแห่งยุค ตามรอย กิมย้ง และนักวิจารณ์บางท่านยกให้เหนือ โกวเล้ง ด้วยซํ้า
เขาจึงหันมาเขียนนิยายกำลังภายในอย่างเดียว
เรื่องยาวที่สุดในชีวิตของเขาก็คือ “มังกรคู่ สู้สิบทิศ” ซึ่งมีความยาวถึง “600 หมื่น (6 ล้าน)” ตัวอักษรจีน
เขาเล่าด้วยว่า ทุกเรื่องที่เขาเขียนแม้แต่นิยายวิทยาศาสตร์ เขาจะเขียนด้วย “ปากกา” ทั้งสิ้น โดย ไม่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด หรือเครื่องคอมพิวเตอร์เลย
หวงอี้บอกว่าเครื่องคอมพ์ไม่เหมาะสำหรับการเขียนหนังสือที่ต้องใช้อารมณ์ และความสุนทรี…พร้อมกับยํ้ากับผมที่โต๊ะกินข้าวหลังจากนั้นว่าเขา จะรู้สึกมีความสุขมาก ขณะที่กลั่นตัวอักษรออกไปจากปลายปากกา
เขามิได้ใช้ปากกายี่ห้อดีแต่ประการใด…เป็นเพียงปากกาหมึกแห้งกึ่งเมจิก ที่เมื่อหมดแล้วจะต้องขว้างทิ้งยี่ห้อหนึ่ง และสนนราคาไม่น่าจะเกิน 20 บาทไทย
เขาบอกว่าทุกวันนี้ยังไม่มีโครงการเขียนเรื่องใหม่ จึงถือโอกาสพักผ่อนให้เต็มที่ จากเมืองไทยเขาก็จะบินต่อไป“ภูฏาน” ที่เขาบอกว่าเป็นประเทศในฝันประเทศหนึ่งของเขาทีเดียว
ถามว่าเขารู้สึกอย่างไรที่มีแฟนเยอะในเมืองไทย เพราะมีคนเอาหนังสือมาให้เซ็นตลอด (หลังกินข้าวกลางวันแล้วยังมีคนเข้าคิวรออยู่อีกกว่า 50 คน)
หวงอี้ตอบสั้นๆ ด้วยใบหน้ายิ้มๆ ว่า “ขอบคุณ”
มีเรื่องเล่าว่าแฟนหนังสือของเขาคนหนึ่งชื่อคุณ อติชาติ วิภาตาพิสุทธิ์ อยากพบเขามาก แต่มาพบไม่ได้ เพราะป่วยเป็นมะเร็งไขกระดูก
เขารู้ว่าหวงอี้จะลอยเรือล่องเจ้าพระยา จึงส่งภรรยา คุณ ราศรี วิภาตาพิสุทธิ์ ไปเป็นตัวแทนขอลอยเรือด้วย เพื่อขอร้องให้เรือแล่นผ่านคอนโดฯ ริมน้ำเจ้าพระยาหลังหนึ่ง
คุณอติชาติพักอยู่ที่นั่น…เขาอยากจะเห็นตัวจริงเจ้าของบทประพันธ์ที่เขาชื่นชอบ แม้ไม่ได้เห็นใกล้ชิดขอเห็นขณะนั่งเรือผ่านก็ยังดี
ตลอดเวลาที่เจ็บป่วยเขาต้องเข้ารับการบำบัดรักษาด้วยเครื่องมือและวิธีการหลายอย่าง… แต่วิธีหนึ่งที่เขาใช้ควบคู่ไปตลอดคือการอ่านหนังสือกำลังภายในทุกเล่มของหวงอี้ ฉบับที่แปลโดย น.นพรัตน์
คุณอติชาติบอกว่า มันทำให้เขาลืมความเจ็บปวดไปได้ชั่วขณะหนึ่ง… เขาจึงอยากจะขอบคุณหวงอี้ขณะนั่งเรือผ่านคอนโดฯของเขาไป
แล้วเมื่อคืนวันจันทร์เขาก็ได้โอกาสนั้น… เมื่อเรือเอี้ยมจุ๊นที่บริษัทสยามอินเตอร์ จัดต้อนรับยอดนักเขียนกำลังภายในแล่นผ่านหน้าคอนโดฯ และหวงอี้ ออกมายืนโบกมือให้เขาเป็นเวลานาน
หนําซํ้าอีกวันต่อมา…ก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปภูฏานไม่กี่ชั่วโมง หวงอี้กับภรรยายังไปให้กำลังใจคุณอติชาติถึงคอนโดฯ พร้อมอวยพรให้เขาหายจากความเจ็บป่วย ยังความปลาบปลื้มให้แก่แฟนหนังสือกำลังภายในผู้เคราะห์ร้ายรายนี้อย่างบอกไม่ถูก
หนังสือเล่มใหม่ล่าสุด ซึ่งความจริงเป็นเรื่องแรกๆที่เขาเขียนแต่ น.นพรัตน์ เพิ่งนำมาแปลใหม่ และมีความยาวเพียง 1 เล่มจบ… “เทพทลายนภา” น่าจะเป็นหนังสือกำลังภายในขายดีอีกเล่ม
วิทูรย์ นิรันตราย ผู้บริหารคนหนึ่งของสยามอินเตอร์มัลติมีเดีย เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทยเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “ผมเห็นพลังศรัทธาของแฟนๆ ที่มีต่อเขาวันนี้แล้ว… ผมเชื่อเหลือเกินว่าหนังสือของเขาจะแรงต่อไปอีกนานในบ้านเรา”.
“ซูม”