ผมเขียนเกริ่นไว้ในคอลัมน์ประจำวัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าผมเกิดอาการเครียดขึ้นพอประมาณจากภาวะเผชิญหน้าระหว่างม็อบกับรัฐบาล แต่หากปล่อยไว้นานๆ จะเกิดอาการเครียดจัดขึ้นได้ จึงตัดสินใจหลบไปเดินเล่นแถวๆ เยาวราชโดยด่วน
ตั้งใจจะไปหาอะไรรับประทาน และเดินดูโน่นดูนี่เพื่อให้ความเครียดผ่อนคลายลง รวมทั้งถ้ามีโอกาสก็จะแวะวัดเล่งเน่ยยี่และศาลเจ้าหลวงปู่ไต้ฮงที่ชาวจีนนับถือ เพื่อบำรุงขวัญให้เข้มแข็งจะได้มีพลังกลับมาสู้กับเหตุการณ์เครียดๆได้ต่อไป
ผมเล่าถึงบรรยากาศของวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส) ไปบ้างแล้ว ว่ามีผู้คนไปทำบุญกราบไหว้ไม่ขาดสายโดยเฉพาะผู้ที่เกิดปีชงต่างๆ
วันนี้ขออนุญาตขยายความอีกเพียงเล็กน้อยว่าที่วัดเล่งเน่ยยี่เขามีบริการแก้ปีชงมาตั้งแต่เทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้ผู้ที่เกิดปีชงกับปีขาล (ปีนี้) อันได้แก่ ปีวอก, ปีมะเส็ง, ปีกุน รวมทั้งปีขาลเองด้วย เดินทางไปทำพิธีแก้ปีชงกันอย่างไม่ขาดสายในแต่ละวัน
ผมเองไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับปีชงที่กำลังฮิตในยุคนี้เท่าใดนัก…รู้แต่เรื่องชงอื่นๆ เช่น ชงกาแฟ ชงชา หรือชงตะกร้อ (เตะลูกส่งให้เพื่อนอย่างสวยงาม) เท่านั้น
แต่เมื่อไปถึงวัดเล่งเน่ยยี่ และเห็นมีประกาศเชิญชวนเรื่องปีชง แล้วผมก็เกิดปีมะเส็งกับเขาด้วย จึงถือโอกาสไหว้หลวงพ่อ 3 องค์ ในพระอุโบสถของวัดเพื่อขอบารมีท่านให้ช่วยแก้ปีชงแก่ผมด้วย โดยมิได้เดินไป ณ บริเวณเฉพาะบริเวณหนึ่งที่ทางวัดจัดไว้สำหรับการแก้ปีชงโดยตรงแต่ประการใด
ผมเคยเขียนถึงวัดเล่งเน่ยยี่ไว้ค่อนข้างละเอียดเมื่อหลายปีก่อน ตอนเขียนซอกแซกถนนเจริญกรุงตลอดทั้งสาย คงไม่มีรายละเอียดอื่นๆ ที่จะเขียนเพิ่มเติมไปมากกว่านี้ละครับ
จากวัดเล่งเน่ยยี่ผมเดินออกด้านหลังวัดมุ่งหน้าไปที่มูลนิธิ ป่อเต็กตึ๊ง ถนนพลับพลาไชย เพราะเคยมาซอกแซกเขียนถึงมูลนิธินี้เมื่อหลายปีก่อนเช่นกัน
ทำให้ทราบถึงประวัติของ หลวงปู่ไต้ฮง พระภิกษุชาวจีนแห่งแคว้นแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง เมื่อ 900 ปีก่อนโน้น
ท่านเคยเป็นนายอำเภอที่มณฑลเจ้อเจียงจนอายุ 54 ปี จึงออกบวชในพุทธศาสนา และเมื่ออายุ 81 ปี ได้ธุดงค์มาถึงอำเภอเตี้ยเอี้ย มณฑลกวางตุ้ง
ในช่วงนั้นประเทศจีนเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ฝนฟ้าแห้งแล้งทำไร่ทำนาไม่ประสบผล ประกอบกับมีโรคระบาดซ้ำมาอีก ทำให้มีผู้คนล้มตายนอนเกลื่อนไปตลอด 2 ฟากถนนของอำเภอเตี้ยเอี้ย
หลวงปู่ไต้ฮงพร้อมด้วยสานุศิษย์ได้ร่วมแรงร่วมใจกันเก็บซากศพผู้ยากไร้เหล่านี้ไปกลบฝังโดยมิได้รังเกียจ รวมทั้งแจกยาสมุนไพรของท่านแก่ผู้ที่เจ็บป่วยเพื่อรักษาตัวเองให้มีอายุยืนยาวต่อไป
กิตติศัพท์ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตที่ไร้ผู้กลบฝังท่านก็จะช่วยฝังให้ เป็นที่กล่าวขานเลื่องลือ จนในที่สุดเมื่อท่านมรณภาพแล้ว (อายุ 88 ปี) ชาวบ้านจึงได้ปั้นรูปท่านไว้บูชาที่อำเภอเตี้ยเอี้ย แคว้นแต้จิ๋ว และต่อมาก็มีการปั้นไปประดิษฐานตามศาสนสถานต่างๆ ถึง 100 กว่าแห่งในยุคดังกล่าว
ประมาณ พ.ศ.2439 หรือ 114 ปีล่วงมาแล้วชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ณ ประเทศสยาม ได้อัญเชิญรูปปั้นของท่านมาด้วย โดยในตอนแรกประดิษฐานไว้ที่แถวๆ วัดเลียบ และต่อมาก็อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ศาสนสถานหรือศาลเจ้า ที่ถนนพลับพลาไชย จนถึงปัจจุบัน
เมื่อ พ.ศ.2480 ได้มีการจัดตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งออกบำเพ็ญกุศลหลายๆอย่าง รวมทั้งการเก็บศพหรือจัดงานศพแก่ผู้ไร้ญาติขาดมิตร ตามรอยหลวงปู่ไต้ฮง จนทำให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นที่รู้จักอย่างดียิ่งในการเก็บศพตามที่สาธารณะต่างๆ ในประเทศไทย
ผมเคยเขียนถึงหลวงปู่ไต้ฮง และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งไว้แล้วเช่นกัน และเมื่อถึงวาระที่ผมในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งจะทำบุญทำทาน เพื่อให้จิตใจสุขสงบ หรือเพื่อความเป็นสิริมงคลใดๆ ก็ตาม นอกจากผมจะไปกราบไหว้วัดไทยที่มีชื่อเสียงดังที่ผมเอ่ยถึงอยู่บ่อยๆแล้ว
ผมก็มักจะแวะไปที่วัดเล่งเน่ยยี่ และเดินเลยไปกราบหลวงปู่ไต้ฮง ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 500 เมตร อยู่เสมอๆ ถ้าพอจะมีเวลาแวะไปได้
แต่เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ผมออกจะงุนงงอยู่สักหน่อย เพราะเดินเข้าทางด้านหลังศาลแล้วพบว่าเขาปิดประตูไว้สนิท
จะกระทั่งเดินออกมาด้านหน้า จึงทราบว่าทางมูลนิธิได้อัญเชิญรูปปั้นท่านไปประดิษฐานไว้ที่ตึกฝั่งตรงข้ามถนนพลับพลาไชยชั่วคราว ไปทำหลังคาชั่วคราว และเปิดเคาน์เตอร์รับบริจาค รวมทั้งการทำบุญโลงศพชั่วคราวอยู่อีกฟากหนึ่งทั้งหมด
เหตุเพราะกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ปรับปรุงศาลหลังเก่าอย่างขนานใหญ่ และจากปากคำของแม่ค้าแถวๆ นั้น ยืนยันว่าน่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายๆ ปี
จากศาลหลวงปู่ไต้ฮง ผมเดินต่อไปเรื่อย
ผ่านสำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงเทพหลังเก่าไปจนถึงบริเวณ 5 แยกพลับพลาไชย
ด้วยจุดมุ่งหมายสำคัญที่ตั้งใจไว้ก็คือ จะแวะร้าน “เหลาะงาทิ้น” หรือร้านข้าวหน้าไก่ “พูนเลิศ” ซึ่งก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ผมเคยซอกแซกเอาไว้ในอดีต
ในขบวนข้าวหน้าไก่ระดับแนวหน้าต้องยกให้ “เหลาะงาทิ้น” เขาไว้ร้านหนึ่งละครับ
ตามประวัติว่ากันว่า อาเฮียเหลาะ แซ่พุ้น เดินทางมาจากมาเก๊ามาหาบข้าวหน้าไก่และโจ๊กไก่ขายในย่านเยาวราช เจริญกรุง พลับพลาไชย ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
ด้วยรสชาติที่ติดปากผู้คน ไม่นานนักก็สามารถเปิดเพิงเล็กๆ ริมถนนห้าแยกพลับพลาไชย โดยมีน้องชายชื่ออาเฮียซี แซ่พุ้น เป็นผู้ช่วย
เมื่อสิ้นอาเฮียเหลาะไปแล้ว อาเฮียซีก็รับช่วงดำเนินกิจการจนสามารถเปิดร้านในตึกแถวได้อย่างสง่างาม และตั้งชื่อว่า “เหลาะงาทิ้น” ตั้งแต่นั้นมา แม้ในระยะหลังจะเปลี่ยนชื่อร้านเป็นไทยๆ ว่า “พูนเลิศ” ก็ยังวงเล็บเหลาะงาทิ้นเอาไว้ด้วย
ทุกวันนี้เขามีเมนูที่น่าสนใจหลายเมนู นอกเหนือไปจากข้าวหน้าไก่ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหน้าไก่ บะหมี่หน้าไก่ ข้าวเหนียวหมูแดง ฯลฯ
ผมหยุดแวะที่ร้านเหลาะงาทิ้นพร้อมกับสั่ง ข้าวหน้าไก่ ที่ผมคิดถึงมารับประทานก่อนอื่น เสร็จแล้วก็ตามด้วยบะหมี่หน้าไก่อีก 1 จานตามระเบียบ
สรุปว่าไปเยาวราช เจริญกรุง เที่ยวนี้ผมได้ผ่อนคลายครบเครื่องเลยครับ ได้ไหว้พระ ได้เดินดูโน่นดูนี่ ได้ซื้อของกระจุกกระจิกที่ย่านคลองถม และได้รับประทานข้าวหน้าไก่ที่อร่อยๆมากๆ ร้านหนึ่งของประเทศไทย
ข่าวล่าสุดบอกว่า การชุมนุมประท้วงรัฐบาลยังมีต่อที่ราชประสงค์ และไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร–สงสัยจะต้องเตรียมตัวหาที่แก้เครียดแห่งใหม่สำหรับ “ไหว้” “กิน” และ “ช็อป” เอาไว้ ซะอีกแล้วละครับ.
“ซูม”