ผมนั่งคิดอยู่นานพอสมควรว่าจะแวะไปซอกแซกงานไหนก่อนดี? ระหว่าง 3 งานใหญ่ยักษ์ที่กำลังประชันขันแข่งกันอย่างสุดเหวี่ยงในขณะนี้
ได้แก่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, งานบางกอกมอเตอร์โชว์ และงานโอทอปกลางกรุง
ในที่สุดก็ตัดสินใจด้วยความลำเอียง–ไปงานหนังสือดีกว่า ในฐานะที่ตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ…แม้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์ออกมาเป็นแผ่นๆ ไม่ใช่ชนิดพิมพ์แล้วเย็บเป็นเล่มๆก็ตาม
ถือว่าเป็นคนขายตัวอักษรเหมือนกัน…ขออนุญาตไปให้กำลังใจพวกเดียวกันก่อนว่างั้นเถอะ
เผื่อมีอาการไม่ค่อยดี…เช่น ไม่มีคนไปเที่ยว… ไม่มีคนไปซื้อ…จะได้ช่วยกันเชียร์ หรือช่วยกันรักษาอาการได้อย่างทันท่วงที
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงฉายเดี่ยวโดยมิได้นำลูกทีมไปเป็นเพื่อนแม้สักคนเดียว…กระโดดขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสจากตลาดหมอชิตไปลงสถานีอโศกแล้วมุดลงใต้ดินอีก 1 สถานี ไปขึ้นที่สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อประมาณ 11 โมงเช้าของวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.
ปกติช่วงเวลาสายๆ หรือใกล้เที่ยงแบบนี้ สถานีรถใต้ดินที่เรียกว่าสุขุมวิท ซึ่งอยู่ตรงกับสถานีลอยฟ้าอโศก มักไม่ค่อยมีคนเท่าไรนัก
แต่ใกล้เที่ยงของวันศุกร์ที่แล้ว มีผู้คนที่ลงจากรถลอยฟ้าไปรอขึ้นรถใต้ดินที่สถานีนี้แน่นขนัด
ในขบวนรถที่แล่นมาจากบางซื่อ สวนจตุจักร มุ่งสู่หัวลำโพงก็แน่นถึงขั้นยืนโหนกันบ้างแล้ว
พอถึงสถานีสุขุมวิท หรืออโศก ผู้คนแห่ขึ้นไปสมทบอีก ทำให้ขบวนรถแน่นเอี้ยดยังกับที่ลอนดอน หรือโตเกียว ในช่วงเวลาเร่งด่วนขึ้นมาทันที
โชคดีเพียงแค่สถานีเดียวก็ไปถึงศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์… และเมื่อถึงผู้คนก็แห่กันลงจากขบวนรถจนว่างโล่งโจ้ง
ผู้โดยสารทั้งหมดที่ลงจากรถต่างเดินตรงไปที่บันไดเลื่อนที่จะนำขึ้นสู่ตัวศูนย์การประชุมฯ
ระหว่างขึ้นไปยืนบนบันไดเลื่อน ผมหันกลับมามองข้างล่าง… เห็นผู้คนยืนแบบเคียงคู่ 2 คนต่อ 1 ขั้นบันไดยาวเหยียด และยังทยอยมาไม่ขาดสาย
เป็นภาพที่ทำให้ใจชื้นว่างานหนังสือของเราไม่เหงาแน่… และก็ไม่เหงาจริงๆ
ช่วงที่ผมเดินผ่านประตูชั้นในเข้าไปในศูนย์การประชุมฯประมาณ 11 โมง 15 นาทีนั้น ปรากฏว่าผู้คนเต็มศูนย์ไปหมดแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งเปิดงานมาเพียงชั่วโมงเศษๆเท่านั้น
ผมเดินไปที่ศูนย์ประชุมใหญ่ หรือบริเวณห้องโถงใหญ่ที่เรียกกันว่า เพลนารีฮอลล์ ก่อนอะไรทั้งหมด เพราะที่หน้าห้องโถงเขาจะมีการแสดงนิทรรศการ หรือมีกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับการอ่านหนังสือ และกิจกรรมของเด็กๆมาเปิดแสดงอยู่ทุกปี
นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของฝ่ายประชาสัมพันธ์ ใหญ่ที่ตุนเอกสารและแผ่นพับเอาไว้มากมาย เหมาะสำหรับการไปเริ่มต้นเพื่อหาข้อมูลกันเสียก่อน
ได้แผนที่และตารางเที่ยวงานมาแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ออกเดินไปไหน ผมก็เห็นเด็กสาวๆ กลุ่มใหญ่ไปเข้าคิวแน่นขนัดที่หน้าบูธๆหนึ่งแถวๆ บริเวณหน้าห้องโถงใหญ่ที่ว่า
ผมแวบไปสังเกตการณ์ พบว่า เป็นบูธของสำนักพิมพ์ แจ่มใส พับลิชชิ่ง เจ้าตำรับเรื่องหวานๆ สำหรับหนุ่มๆ สาวๆ นั่นเอง
เห็นแล้วก็ต้องร้องโอ้โฮ เพราะนึกไม่ถึงว่าหนังสือจะขายดี ถึงขนาดมีคนมาเข้าคิวแย่งกันซื้อ
ผมเข้าใจว่ามีเรื่องใหม่ๆ หรือปกใหม่หลายชุดมาขายในงานนี้ และหากซื้อที่นี่จะถูกลง หรืออะไรทำนองนั้น แฟนๆ หนุ่มสาวจึงแห่กันมาแน่นขนัด
จากจุดนี้จึงเป็นข้อสังเกตสำหรับการไปเยี่ยมงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37” และ “งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 7”ประจำปี 2552 ของผมว่า แชมป์หนังสือที่ขายดีปีนี้ น่าจะเป็นหนังสือวัยรุ่นนี่แหละ
ไม่จำเพาะที่บูธของ แจ่มใส เท่านั้น เกือบทุกบูธ ทุกสำนักที่จัดพิมพ์หนังสือหวานแหววจะมีแฟนๆอุดหนุนหนาแน่นกว่ากลุ่มอื่นๆ
บูธของ สยามอินเตอร์ มัลติมีเดียฯ ก็แน่นปึ้ก ทางฝั่งหนังสือวัยรุ่นเช่นกัน
แม้ทางฝั่งกำลังภายในจะมีแฟนๆของ น.นพรัตน์ มารอในจำนวนหนาตา แต่ก็ยังดูบางกว่าแฟนหนังสือวัยรุ่นอยู่เล็กน้อย
บูธของ นานมีบุ๊คส์ ซึ่งเป็นบูธใหญ่ก็คล้ายๆ กันอีก… หนังสือประเภทจุ๋มจิ๋มทั้งหลายมีแฟนๆเบียดเสียดกันจนแทบเดินไม่ได้
บูธของ เนชั่น ปีนี้ไปอยู่ทางโซนซี จึงดูคับแคบหน่อย แต่ก็ยังถือเป็นค่ายใหญ่ที่มีหนังสือมาครบทุกประเภท และประเภทที่ขายดีก็เป็นประเภทวัยรุ่นตามสูตร
ของ อมรินทร์ มากับร้าน นายอินทร์ นำหนังสือในเครือมาเพียบเช่นกัน แต่เนื่องจากต้องไปอยู่โซนซี จึงไม่สามารถตกแต่งให้อลังการได้…แต่กระนั้นแฟนๆ ของสำนักพิมพ์นี้ก็ยังตามไปอุดหนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
สำหรับค่าย มติชน ยังอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า พลาซ่า ซึ่งเป็นจุดเก่าดั้งเดิมอยู่ในบริเวณนี้มาหลายปีแล้ว…ถามว่าคนแน่นไหม? ก็ตอบได้ว่าแน่น… แต่ยังสู้หนังสือวัยรุ่นไม่ได้ครับ เพราะนั่นน่ะเขาแน่นยังกะแจกฟรีกันเลย
อีกค่ายหนึ่งที่ผมเอาใจช่วยก็คือ สำนักพิมพ์ แสงดาว เพราะสำนักนี้เขาเป็นสำนักที่รักของเก่า ช่วยนำของเก่าอย่าง “พล นิกร กิมหงวน” มาพิมพ์ให้ใหม่ และในงานนี้ก็ขนมาขายกองใหญ่ทีเดียว
ต้องขอกระซิบถึงแฟนๆพล นิกร กิมหงวนของ ป.อินทรปาลิตกันหน่อยละ (ส่วนใหญ่คงอายุเกิน 60 กันหมดแล้ว) อย่าลืมไปช่วยอุดหนุนหนังสือฮิตรุ่นเราบ้างครับ…เผอิญบูธนี้ไปอยู่กลางบูธหนังสือวัยรุ่นเข้าด้วย เลยเหงาถนัดใจ
2-3 ปีมานี้ ต้องยกให้วัยรุ่นเขาครับ ไม่เหมือนเมื่อก่อน หนังสือฮิตประจำงานมักเป็นหนังสือธรรมะ หรือไม่ก็หนังสือที่เขียนโดยดาราคนดังจากทีวี
ปีนี้หนังสือจากคนดังไม่ค่อยมี หนังสือธรรมะเข้าใจว่ายังคงขายดีอยู่ เพราะเห็นมีผู้อาวุโสไปมุงๆ กันอยู่พอสมควร
แต่เจอของ “วัยรุ่น” เข้าก็คงต้องชิดซ้ายให้ละ ถ้าผมตาฝาดหรือบันทึกผิดก็ขออภัยด้วย…ผมไม่เคยเห็นหนังสือขายดีชนิดคนเข้าคิวซื้อเบียดเสียดและจอแจแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ
ผมใช้เวลาเดินเกือบ 3 ชั่วโมง แบบพอเมื่อยก็นั่งพักบนเก้าอี้กระดาษแข็งที่เขาตั้งไว้โดยรอบ…พอหิวก็แวะเข้าศูนย์อาหารอาศัยไส้กรอกรองท้อง เพราะยืนรับประทานได้ และไม่ต้องเล่นลิงชิงโต๊ะอาหาร ซึ่งไม่ว่างเลยในช่วงบ่ายโมง
ตื่นตาตื่นใจและมีความสุขมากๆ ที่เห็นผู้คนไปร่วมงานสัปดาห์หนังสือแน่นเอี้ยดเกินคาด
ผมดีใจ…ที่งานใหญ่งานแรกคือ งานหนังสือไปรอดแน่ๆ…แต่งานอื่นๆ จะเป็นยังไงบ้าง โปรดลุ้นและติดตามข่าวและเอาใจช่วยด้วยละกันครับ.
“ซูม”