เมื่อวานนี้ ผมเขียนทิ้งท้ายเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบว่า ภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ของท่านมุ้ย เรื่อง สุริโยไท กำลังจะได้ฤกษ์ลงโรงฉายที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกัน 60 กว่าโรง ราวๆ ต้นเดือนมิถุนายนนี้
โดยเฉพาะในมหานครนิวยอร์กนั้น มีข่าวว่าจะ เปิดฉาย 1 โรง แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะฉายโรงใด
ต้องยอมรับว่าตลาดภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกานั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน และมีโรงภาพยนตร์หลายพันโรงทั่วประเทศ เผลอๆ อาจจะถึงหมื่นเอาด้วยซ้ำ
การที่หนังของเราได้โรงฉายเพียง 60 กว่าโรงจึงเหมือนกับเรือลำเล็กๆ ลำหนึ่งออกไปลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเล
เฉพาะที่นิวยอร์ก ถ้านับเฉพาะเกาะแมนฮัตตันอย่างเดียว มีโรงภาพยนตร์ประมาณ 60 แห่ง…ภาพยนตร์ของเราได้ฉาย 1 โรง จึงเท่ากับ 1 ใน 60 แต่ถ้ามองในภาพรวมของนิวยอร์กทั้งเมือง ซึ่งมีโรงภาพยนตร์ ประมาณ 150 โรง ก็จะกลายเป็น 1 ใน 150 ทันที
ผมก็ได้แต่เอาใจช่วยท่านมุ้ย ขอให้ภาพยนตร์ เรื่อง “สุริโยไท” ของท่าน สามารถแหวกตลาดขึ้นมาได้สำเร็จด้วยเถิด
เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นชื่อเสียงและความสำเร็จของท่านมุ้ยเท่านั้น แต่ยังเป็นความสำเร็จของพวกเราชาวไทยอีกด้วย
จริงๆ แล้วภาพยนตร์ต่างชาติที่มาแบบฟอร์มเล็กๆ ส่งมาฉายดูก่อน แต่ประสบความสำเร็จนั้น มีมากพอสมควรในตลาดสหรัฐอเมริกา
ล่าสุดที่กล่าวถึงกันมาก และทุกวันนี้ก็ยังฉายอยู่ที่สหรัฐฯ ก็คือภาพยนตร์อังกฤษ เรื่อง “BEND IT LIKE BECKHAM” หรือแปลตรงๆ ตัวก็คือทำให้โค้งเหมือนกับเบคแคม ยอดนักเตะกระฉ่อนโลกชาวอังกฤษนั่นเอง
ผมยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็เลยเดาว่า เขาน่าจะหมายถึงการเตะลูกให้ไซด์โค้ง หรือโค้งงอเหมือนเบคแคมกระมัง
ผิดถูกอย่างไรขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วย เพราะไม่มีเวลาค้นหารายละเอียดเลยจริงๆ และยังไม่มีโอกาสดูหนัง
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ราคาถูกลงทุนน้อย และเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนอินเดียที่อังกฤษ
เรื่องย่อที่เขาสรุปไว้บอกว่า เด็กหญิงชาวอินเดียในอังกฤษผู้หนึ่ง ใฝ่ฝันจะเป็นนักฟุตบอลหญิง และอยากจะเตะให้เก่งเหมือนเบคแคม
ในห้องนอนของเธอจะเต็มไปด้วยรูปภาพของเบคแคม ในอิริยาบถต่างๆ แปะเต็มข้างฝาไปหมด
เขาจึงเอาชื่อของเบคแคมมาเป็นชื่อหนังด้วย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเบคแคมเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่เป็นวีรบุรุษในดวงใจของเด็กหญิงอินเดียรายนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เบคแคมก็เซ็นอนุญาตให้คณะผู้ถ่ายทำนำชื่อเขาไปใช้ได้ หลังจากตรวจบทภาพยนตร์ แล้ว
เนื้อเรื่องย่อขยายความต่อไปว่า ความพยายามที่จะเป็นนักฟุตบอลหญิงของสาวน้อยผู้นี้ต้องเผชิญปัญหากับครอบครัว ที่ประสงค์จะให้เธอเป็นหญิงสาวที่สงบเสงี่ยม นุ่งส่าหรี อยู่ในกรอบประเพณีของอินเดียเท่านั้น จึงกลายเป็นเรื่องราวที่ดูสนุกสนานตั้งแต่ต้นจนจบ
ทีนี้เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้เข้ามาในสหรัฐอเมริกา ก็ต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหนัก เมื่อคนอเมริกันไม่รู้ว่า เดวิด เบคแคม เป็นใคร?
การเอาชื่อเบคแคมมาเป็นชื่อเรื่องหนัง จึงมีค่าเท่ากับศูนย์ในสหรัฐอเมริกา
เหตุเพราะคนอเมริกันไม่ดูฟุตบอลเตะ หรือซอกเกอร์ที่คลั่งไคล้กันทั้งโลก
แม้จะมีทีมฟุตบอลที่เข้ารอบลึกฟุตบอลโลกมาแล้ว และมีลีกอาชีพอยู่ในขณะนี้ แต่คนดูก็เพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับประชากรจำนวนมหาศาลของสหรัฐฯ
แต่ยังโชคดีอยู่หน่อยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องของนักฟุตบอลหญิง ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบดู
โดยเฉพาะเด็กๆ และผู้หญิงสหรัฐฯ จะชอบดูมากๆ เนื่องจากทีมฟุตบอลหญิงของเขาเคยเป็นแชมป์ โลกมาแล้ว
ประเทศนี้เขามีอะไรแปลกๆ อย่างนี้แหละ…ทั่วโลกเขาดูฟุตบอลชาย ประเทศนี้กลับไม่ดู…ในขณะเดียวกัน ทั่วโลกเขาเฉยๆ กับฟุตบอลหญิง ประเทศนี้กลับชอบฟุตบอลหญิง…เฮ้อ!
กลับมาที่หนังเรื่องนี้ต่อ…ข่าวบอกว่า เมื่อคนไม่รู้จักเบคแคมเลย ตอนหนังเข้าแรกๆ จึงไม่มีคนดู
แต่ด้วยลูกตื๊อของผู้นำเข้าหนังเรื่องนี้ ซึ่งใช้วิธีปากต่อปาก ผสมการโฆษณาเสริม ทำให้หนังแรงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่ง 2 เดือนให้หลัง จึงมีการขยายโรงฉายเพิ่มขึ้นและทำรายได้ติดอันดับ 1 ใน 10 เป็นครั้งแรก
แม้จะติดในอันดับล่างๆ ก็น่าพอใจแล้วสำหรับหนังลงทุนน้อยเรื่องนี้ เพราะทำได้แค่นี้ ก็ดูเหมือนจะกำไรอื้อไปทีเดียว
เฉพาะในนิวยอร์ก ผมลองเปิดหน้าโฆษณาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นดู พบว่าขณะนี้ก็ยังฉายอยู่ถึง 5 โรง จากประมาณ 60 โรง ในเกาะแมนฮัตตัน
ส่งผลให้สื่อมวลชนสหรัฐฯ เริ่มหันมาพูดถึงและอธิบายให้คนอเมริกันได้รู้จักว่า เดวิด เบคแคม คือใคร
หนังสือพิมพ์ ยูเอสเอ ทูเดย์ นำเรื่องราวรายละเอียดของเขาลงตีพิมพ์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนในหน้าข่าวกีฬาระบุว่า นี่คือเทพบุตรนักกีฬาของโลก
เป็นนักกีฬาที่ทำเงินสูงสุดติดอันดับต้นๆ ของโลก น้องๆ มิชาเอล ชูมักเกอร์ นักแข่งรถ ไมเคิล จอร์แดน นักบาสเกตบอล และไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟ เลยทีเดียว
ที่สำคัญยังเป็นสามีของ วิกตอเรีย อาดัมส์ นักร้องวงสไปซ์ เสียอีกด้วย
พอบอกอย่างนี้ คนอเมริกันชักเริ่มรู้จัก เพราะวงสไปซ์เคยดังมากที่อเมริกา
ในเดือนกรกฎาคมนี้ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือปีศาจแดง จะไปเตะโชว์ฝีเท้าที่สหรัฐฯ 2-3 นัด และจะไปนิวยอร์กด้วย 1 นัด
เขาหวังกันว่าคนอเมริกันจะรู้จักเบคแคมมากขึ้นก็งวดนี้แหละ
ที่หยิบภาพยนตร์เรื่องนี้มาเล่าอย่างนี้ ก็เพื่อจะเป็นอุทาหรณ์ว่าหนังเล็กๆ จากอังกฤษ เอาชื่อเบคแคมมาเป็นนางกวัก ปรากฏว่าเกือบเจ๊งในอเมริกา
แต่ด้วยลูกตื๊อและการประชาสัมพันธ์เชิงลึก ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งคงต้องใช้คำว่าเกินคาด
ผมขอเอาใจช่วย “สุริโยไท” ของท่านมุ้ยครับ…ขอให้ทำได้เพียงครึ่งหนึ่งของ “BEND IT LIKE BECKHAM” ผมก็คิดว่าเราสำเร็จเกินคาดเช่นเดียวกัน
น่าเสียดายที่ตอนเขาจะออกโรงฉายที่นิวยอร์กต้นเดือนมิถุนายน ผมต้องกลับบ้านเสียก่อนแล้ว…คงไม่ได้อยู่ให้กำลังใจ “สุริโยไท” ทั้งๆ ที่อยากอยู่เอาใจช่วยท่านมุ้ย ที่ผมชื่นชมมาร่วมๆ 30 ปี ให้ประสบความสำเร็จในการบุกตลาดสหรัฐฯ ครั้งนี้.
“ซูม”