ซอกแซกสุดสัปดาห์นี้ และอีก 2-3 สัปดาห์ ข้างหน้า จะเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับ การทัวร์เมืองจีนที่ยังคั่งค้าง อยู่ในสมุดบันทึกของผม อีกหลาย สิบหน้า… ดังที่ได้เรียนท่านผู้อ่าน เอาไว้แล้ว
จะไม่เขียนถึงก็น่าเสียดาย เพราะไม่ว่า พระราชวังโบราณ พระราชวังฤดูร้อน กำแพงเมืองจีน ฯลฯ ที่ทีมงานซอกแซก ชุดพิเศษจาก ไทยรัฐไปเยี่ยมเยียนงวดนี้ ล้วนมีสาระที่น่าสนใจทั้งสิ้น
เรามาเริ่มต้นกันที่ “นครต้องห้าม” หรือ “พระราชวังโบราณ” สถานที่สำคัญที่สุดของมหานครปักกิ่ง เป็นอันดับแรกเลยครับ
ณ ถนนฉางอัน บริเวณด้านหลังของจัตุรัสเทียนอันเหมินนั่นเอง เป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้าง อันยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ที่มีอายุยืนยาวมาเกือบๆ 600 ปี
นี่คือพระราชวังอันเป็นที่ประทับของกษัตริย์จีน ในราชวงศ์เหม็ง 10 พระองค์ และราชวงศ์เช็งอีก 14 พระองค์
สร้างโดยกษัตริย์ หยงเลอะ หรือกษัตริย์ องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์เหม็ง ที่ทรงดำริให้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1406 แล้วเสร็จ ค.ศ.1420 ใช้เวลาทั้งสิ้น 14 ปี
ว่ากันว่าพระราชวังโบราณอันมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสแห่งนี้ มีพื้นที่รวมกันทั้งสิ้น 720,000 ตารางเมตร เปรียบเหมือนนครเล็กที่ซ่อนอยู่ในนครใหญ่
รอบๆ พระราชวังเป็นกำแพงเชิงเทินแน่นหนา ยากที่ข้าศึกจะตีฝ่าเข้าไปได้ง่ายๆ ส่วนภายในจะแบ่งเป็น 2 สัดส่วนที่ชัดเจน คืออาณาเขต ชั้นนอก กับอาณาเขต ชั้นใน
บริเวณชั้นนอกเปรียบเสมือนสถานที่ทรงงาน หรือสถานที่ว่าราชการของพระมหากษัตริย์ ส่วนบริเวณชั้นในก็คือ ที่ประทับส่วนพระองค์ พรั่งพร้อมไปด้วยนางสนมกำนัลใน ถือเป็นเขตต้องห้ามสูงสุด
สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยากนักจะเข้าสู่พระราชวังแห่งนี้ได้ อย่าว่าแต่ ชั้นใน เลย แม้จะเข้ามาใน ชั้นนอก ก็แทบไม่มีสิทธิ… เว้นแต่จะมีขุนทหาร หรือขุนนางคนใดนำมาเท่านั้น
พระราชวังโบราณของจีน จึงได้ชื่อว่านครต้องห้าม หรือ Forbidden City ด้วยเหตุฉะนี้
ภายหลังเมื่อท่านประธานเหมาปฏิวัติสำเร็จ นำประเทศเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม เมื่อปี 1949 จึงได้มีการเปิดพระราชวังขึ้นอีกครั้ง โดยประกาศให้เป็นพิพิธภัณฑ์พระราชวัง และให้ประชาชนเข้าชมได้…มิใช่นครต้องห้ามอีกต่อไป
มีรายงานว่า ในยุครุ่งเรืองสุดขีดนั้นมีประชากรอยู่อาศัย นับแต่กษัตริย์ลงมาถึงสนม ขันที และขุนทหาร ประมาณ 100,000 คน
ตัวเลขที่น่าสนใจอีกตัวเลขหนึ่ง ได้แก่ จำนวนห้อง…ทั้งห้องนอน ห้องนั่ง และสารพัดห้องรวมทั้งสิ้นถึง 9,999 ห้อง ในพระราชวังแห่งนี้
จากความใหญ่โตมโหฬารของพระราชวังดังกล่าว คงต้องใช้เวลาเดินหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ กว่าจะดูครบถ้วน
แต่เนื่องจากปริมาณนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศไปเยี่ยมเยียนกันมาก ในแต่ละวันไกด์หรือมัคคุเทศก์จึงมักจะพาเดินแต่พอสังเขป…อธิบายแค่พอสังเขป โดยใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ หรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงเป็นอย่างมาก
แต่สำหรับคนไทยเราแล้วถือว่าโชคดี เพราะไกด์หรือมัคคุเทศก์ที่เขาจัดไว้มักจะพูดเก่งทุกคน พูดภาษาไทยได้แตกฉาน สามารถสรุปเรื่องราวอันยาวเหยียดได้ภายใน 1 ชั่วโมง
เริ่มตั้งแต่กษัตริย์ หยงเลอะ ผู้สร้างพระราชวัง มาจนถึงกษัตริย์คังฮี หรือ คังซี ผู้เป็นพระบิดาขององค์ชาย 4 (กษัตริย์หยงเจิ้น) ผู้ถูกกล่าวหาว่าแย่งบัลลังก์จากน้องชาย (องค์ชาย 14)
จากนั้นก็จะพูดถึงกษัตริย์ เฉียนหลง ผู้ยิ่งใหญ่ อันเป็นราชบุตรของกษัตริย์หยงเจิ้น ก่อนจะมาจบที่ช่วงปลายของราชวงศ์ เมื่อ พระนางซูสีไทเฮา ขึ้นเถลิงอำนาจแอบว่าราชการหลังพระวิสูตร
สุดท้ายของสุดท้ายก็คือ เรื่องราวของจักรพรรดิองค์ล่าสุด…กษัตริย์ปูยี ผู้ทรงหัดเทนนิสและเรียนภาษาอังกฤษอยู่ในพระราชวังแห่งนี้จนหมดพระราชอำนาจเมื่อ ค.ศ.1911 ใครที่เคยดูหนังเรื่อง The Last Emperor คงจะจำได้ดี
โดยส่วนตัวผมเองสนใจเรื่องกษัตริย์คังฮีกับองค์ชาย 4 และองค์ชาย 14 มากที่สุด เพราะช่วงนี้ถือเป็นช่วงของ “ศึกสายเลือด” หนังจีนจากช่อง 3 ในอดีต ที่มีความเกี่ยวพันกับตำนานหนังสือพิมพ์เมืองไทยอย่างลึกซึ้ง
บทโทรทัศน์เรื่อง “ศึกสายเลือด” ถือเป็นบทโทรทัศน์ชิ้นแรกที่ ไทยรัฐ นำมาลงตีพิมพ์จนคนอ่านติดงอมแงมทั้งเมือง และเป็นที่มาของการ นำบทโทรทัศน์ ไม่ว่าจีนไทย หรือญี่ปุ่น (โอชิน) มาลงหนังสือพิมพ์รายวันตราบเท่าทุกวันนี้
ปัจจุบันนี้ นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ค้นพบหลักฐานว่า ความจริงองค์ชาย 4 ไม่ได้ขายเกี๊ยว เอ๊ยไม่ได้แย่งบัลลังก์จากองค์ชาย 14 เพราะได้รับพินัยกรรมจากกษัตริย์คังฮี ให้ขึ้นครองตำแหน่งสืบต่อโดยชอบธรรม
แต่เพราะเป็นคนเฮี้ยบ ขึ้นมาจัดระเบียบวินัยทางการคลัง ที่ขุนนางสมัยพ่อใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายและเบียดบังไปใช้ส่วนตัวเสียมาก
ส่งผลให้ขุนนางหลายคนไม่ชอบใจและแอบบิดเบือนประวัติศาสตร์ หาว่ากษัตริย์หยงเจิ้น หรือองค์ชาย 4 ไปลบพินัยกรรม ตัดคำว่า “สิบ” ออกไป เหลือเพียงคำว่า “สี่” ทำให้องค์ชาย“สิบสี่” ชวดเป็นกษัตริย์
ทฤษฎีใหม่ของจีนยังปฏิเสธบทละครทีวีตอนที่ หลีซื่อเหนียง (แสดงโดย หมีเซียะ) ลอบเข้าวังไปปลงพระชนม์กษัตริย์หยงเจิ้นอีกด้วย…บอกว่าไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น
นิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ดังที่สุดของจีนขณะนี้ เขียนโดย เอ้อเยี่ยเหอ ร่ายยาวตั้งแต่สมัยพระเจ้าคังฮี-หยงเจิ้น จนถึงเฉียนหลง ก็ใช้แนวคิดที่มีการค้นพบใหม่คือ องค์ชาย 4 เป็นคนดี ไม่ได้โกงน้องชาย เป็นหลักในการเดินเรื่อง
จะเชื่อใครดี ระหว่างบทโทรทัศน์ที่เราเคยดู กับการค้นพบของนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่…ปล่อยให้คนจีนเขาปวดหัวกันไปเถอะ
เหมือนบ้านเราแหละครับ นักประวัติศาสตร์ เขาชอบมีอะไรเถียงกันเสมอ… เดี๋ยวบอกว่าศิลาจารึกมีจริง เดี๋ยวไม่จริง…เดี๋ยวบอกว่า คนไทยมาจากเขาอัลไต เดี๋ยวก็บอกว่าคนไทยอยู่ที่นี่
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวขององค์ชาย 4 มีคนช่วยทักท้วงและแก้แทนให้แล้ว แต่เรื่องราวของพระนางซูสีไทเฮานี่ซี ไม่มีใครแก้แทนให้เลย
ดังนั้น สัปดาห์หน้าเราจะไปเที่ยวพระราชวังฤดูร้อน ที่พระนางซูสีไทเฮาทรงโปรดน่ะครับ… รวมทั้งไปอ่านเรื่องราวที่ฝรั่งเขียนนินทาพระนางเอาไว้ด้วย… รับรองว่ามันพ่ะย่ะค่ะ อย่าบอกใครเชียวล่ะ.
“ซูม”