ดูเหมือนผมจะเคยเขียนบ่นเอาไว้หลายครั้งแล้วว่า งานดีๆสนุกๆและมีประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนนั้นมักจะจัดกันแค่วัน 2 วัน
คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ไปเที่ยวมา เกิดถูกอกถูกใจเอามาเขียนเชียร์ให้…ปรากฏว่างานเขาเลิกไปซะแล้ว ที่เขียนไว้ก็เลยเสียของเปล่าๆ
แต่ก็ช่างเถอะครับ วันเวลาและงบประมาณเขามีอยู่แค่นั้น เมื่อถึงเวลาจบเขาก็ต้องจบ
พวกผมเขียนให้ทันก็ถือเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์เสริมเชิญชวนผู้คนให้ไปเที่ยวงานอีกแรงหนึ่ง แต่ถ้าเขียนไม่ทันก็ถือเป็นการบันทึกไว้เพื่อให้กำลังใจแก่คนจัดงาน และเพื่อเป็นการบอกเล่าให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ไปงานที่ว่านี้รับทราบไว้
จะได้นึกภาพออกหรือนั่งจินตนาการตามคนเขียนพอให้เกิดความสนุกได้บ้างไม่มากก็น้อย
ซอกแซกสัปดาห์นี้คงต้องขออนุญาตบ่นในทำนองนี้อีกครั้ง เพราะกว่าข้อเขียนจะลงตีพิมพ์ก็วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน เข้าไปแล้ว…ตรงกับวันสุดท้ายของงานที่ตั้งใจจะเขียนถึงวันนี้พอดิบพอดี
ใครอ่านทันก็อย่าลืมแวะไปด้วยนะครับ ส่วนท่านที่ไม่มีโอกาสไปก็คงต้องใช้จินตนาการตามทีมงานซอกแซกอย่างที่ว่า
งาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2552″ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขาจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3-7 มิถุนายน 2552 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นั่นแหละครับ จะงานไหนเสียอีกล่ะ
ทีมงานมีโอกาสไปเดินเกือบ 3 ชั่วโมง เมื่อช่วงเที่ยงถึงบ่ายวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมานี่เอง
ต้องบอกว่ามีความสุขใจ อิ่มเอิบใจและประทับใจจนแทบไม่อยากออกจากงาน
ขอปรบมือดังๆให้แก่เจ้าภาพใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.ไว้ ณ ที่นี้
แม้รูปแบบของงานจะเหมือนเดิมๆ จัดกี่ครั้งก็แบบนี้คือ แบ่งโซนออกเป็นภาคต่างๆ เหนือ ใต้ ออก ตก ภาคกลาง ภาคอีสาน ฯลฯ แล้วก็เวทีการแสดงใหญ่
ในขณะที่ภาคต่างๆก็นำของดีของตัวมาให้ดูในแบบเดิมๆ ตั้งแต่สินค้าพื้นเมืองการแสดงพื้นเมือง อาหารพื้นเมือง และแหล่งท่องเที่ยวประจำเมือง ประจำภาค ฯลฯ
แต่บรรยากาศ สีสัน สุ้มเสียงและการตกแต่ง ในอาคารชาเลนเจอร์จะไม่เหมือนที่เคยจัด ณ ฮอลล์ อื่นๆ หรือสถานที่อื่นๆ
เสียงดนตรีสะล้อซอซึง ที่บรรเลงในโซนภาคเหนือ หรือเสียงกลองโนรา ที่บรรเลงในโซนปักษ์ใต้ ตลอดจนการเซิ้งอีสานที่ซุ้มอีสาน ให้อรรถรสและความประทับใจได้อย่างชนิดเกินร้อย ด้วยเครื่องแอร์ที่เย็นฉ่ำ และผนังห้องที่เก็บเสียงได้อย่างดีเยี่ยม
ผมโชคดีมากช่วงการแสดงบนเวทีใหญ่ เป็นการแสดงที่เรียกว่า รำลึกถึงภาพยนตร์ เรื่อง “โหมโรง” นำวงดนตรีไทย 2 วง มาประชันกันแบบในหนัง
โดยฉายหนังให้ดูก่อนเพื่อย้อนความทรงจำ…แล้วก็ให้ทั้ง 2 วง บนเวทีโซ้ยกันสดๆ
ที่สำคัญ “ขุนอิน” หรือ “ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า” ผู้ร้ายที่ดังกว่าพระเอกในภาพยนตร์ เรื่องนี้ มารัวระนาดเอก ในวงขุนอินด้วยตัวเองเลย
ส่วนวงของพระเอกในหนังก็ได้น้องๆลูกศิษย์ของณรงค์ฤทธิ์นั่นแหละ แต่งเนื้อแต่งตัว ใส่เสื้อคนละสี สมมติว่าเป็นเจ้าสอนพระเอกของเรื่องมาตีประชันด้วย
ให้ดูหนังซะก่อน แล้วตัดมาของจริง พร้อมบรรยายเบื้องหลังการถ่ายทำโดยขุนอินตัวจริง
เสียงระนาดเอกทั้งจากภาพยนตร์และจากของจริง กึกก้องไปทั้งอาคารชาเลนเจอร์ ฟังแล้วขนลุก กับความไพเราะของเพลงประชัน โดยเฉพาะในช่วงต่างฝ่ายต่างเชิดโยนกันไปโยนกันมาสุดยอดเหลือเกิน
เป็น 1 ชั่วโมงที่คุ้มค่าที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว
การแสดงบนเวทีใหญ่จะเปลี่ยนไปทุกวัน โดยจะมีศิลปวัฒนธรรมจากทุกภาคผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง ร่วมกับของวิทยาลัยนาฏศิลป์ หรือของมหาวิทยาลัยต่างๆที่ ททท.จัดมาเป็นพิเศษ
อย่างวันนี้ (7 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ผมเห็นขึ้นป้ายไว้ว่าจะมีโขนวงใหญ่มาแสดงด้วย…เผอิญไม่ได้จดมาว่าเวลากี่โมงกี่ยาม และเป็นโขนคณะใด
สิ่งที่ประทับใจนอกจากการแสดงบนเวทีใหญ่ แล้ว ในแต่ละภาคก็จะมีเวทีย่อย แสดงศิลปวัฒนธรรมประจำภาคอยู่ตลอด
ยกตัวอย่างที่โซนภาคใต้ นอกจากการแสดงดนตรีพื้นเมืองแล้ว ก็ยังมีเพลงบอก, โนรา, ดีเกร์ฮูลู, ระบําชนไก่ มาแสดงเป็นระยะๆ
แถมด้วยการสาธิตวิธีกรีดยาง, พิธีแต่งงานมุสลิม พิธีแต่งงานแบบบาบ๋า และการแสดงปัน-จักสีลัต เป็นต้น
ของภาคกลางปีนี้สุพรรณฯมาแรง ยกตลาดเก่าร้อยปีจำลองมาให้ดู แถมยังมีสถานีรถไฟหัวหินจำลอง ตลาดหัวหินจำลอง ให้แฟนๆ ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอย่างครึกครื้น
ภาคตะวันออก นอกจากจะชวนไปเที่ยวทะเล แล้วยังมีผลหมากรากไม้มาวางขายเพียบ แถมยังมีหนองมนจำลองด้วยครับ นึ่งห่อหมกขายควันกรุ่นไปทีเดียว
รวมความแล้วมาครบทุกภาคและน่าชื่นชมทุกภาค ไม่ได้เอ่ยถึงใครก็ขออภัยด้วย
นอกจากโซนการแสดงและสินค้าของภาคต่างๆ แล้ว เขาก็ยังมีโซนพิเศษ เช่น โซนท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ โซนท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยมาช่วยเสริม ทำให้สมบูรณ์ครบถ้วนกระบวนการท่องเที่ยวยุคใหม่
โดยเฉพาะเรื่องการรักษาทรัพยากรท่องเที่ยวให้ยั่งยืน ถือเป็นเรื่องใหญ่ของนโยบายการท่องเที่ยวในระยะต่อไป ซึ่งในงานนี้เขาก็มีการประชุมสัมมนาเรื่องนี้โดยตรงอยู่ด้วย มีผู้คนให้ความสนใจพอสมควรทีเดียว
สำหรับแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาถูก ที่น่าสนใจก็มีผู้มานำเสนอมากมาย ผมคงไม่สามารถเขียนได้หมด ก็ขออนุญาตบอกกล่าวเพียงกว้างๆว่ามีการ เสนอขายบริการถูกๆ เยอะเลย ลองติดตามข่าวคราว ตามนิตยสารท่องเที่ยวต่างๆก็แล้วกันครับ
บทสรุปสั้นๆ ของผมหลังจากไปเที่ยวงานนี้ก็คือ เมืองไทยของเรายังน่าอยู่ น่าอาศัย และยังมีที่ที่จะไปเที่ยวไปเยือนอีกหลายแห่งทั้ง 76 จังหวัด
การชวนคนอื่นเขามาเที่ยวนั้นถูกต้องแล้ว แต่ก่อนอื่นเราควรจะเที่ยวกันเอง เพื่อตักตวงความน่ารักของประเทศไทยของเราเองติดตัวไว้ มิให้เสียทีที่เกิดมาในประเทศนี้
ขอบคุณ ททท.อีกครั้งที่ช่วยย่อเมืองไทยมาให้ผมมีความสุขได้ภายใน 3 ชั่วโมง ที่เมืองทองธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย.
“ซูม”