เสียดาย “นักรบเศรษฐกิจ” หลายคนพ้นตำแหน่งช่วยชาติ

ดังที่ผมเคยเขียนกราบเรียนท่านผู้อ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้วว่า ในการทำสงครามกับไวรัสมหาภัยโควิด-19 ครั้งนี้ ทุกๆ ประเทศทั่วโลก จะต้องจัดทัพโดยแบ่งกองกำลังออกเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายแรกสุดที่จะต้องลงไปรับมือกับโควิด-19 แบบประจัญบาน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็คือทีมแพทย์ พยาบาลและบุคลากรด้านสาธารณสุขที่เราเรียกกันว่า “นักรบเสื้อกาวน์” นั่นแหละครับ

นักรบชุดแรกนี้จะต้องเอาให้อยู่…ให้คนไทยติดเชื้อน้อยที่สุด และเสียชีวิตน้อยที่สุด

ผลปรากฏว่า บรรดาเหล่านักรบเสื้อกาวน์ของเราสามารถโชว์ฝีไม้ลายมือในการสู้รบได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่ชื่นชมไม่เฉพาะคนไทยเราเองเท่านั้น ยังเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลกอีกด้วย

แต่ก็ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว เพื่อให้นักรบเสื้อกาวน์ทั้งหลายสามารถปราบโควิด-19 ได้สำเร็จ ก็จำเป็นที่ประเทศชาติจะต้องเสียสละอย่างอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น จำเป็นต้องหยุดงาน หยุดกิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงขั้นล็อกดาวน์ปิดประเทศ ปิดเมือง ฯลฯ ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

ดังที่ สภาพัฒน์ ได้ประเมินออกมาแล้วว่าอย่างไรเสียในปี 2563 หรือปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะหดตัวลงระหว่าง 5-6 เปอร์เซ็นต์ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็ประเมินไว้ว่า จะมีคนตกงานถึง 9 ล้านคนทั่วประเทศ

เป็นที่มาของหน่วยรบหน่วยที่ 2 ที่จะต้องออกมาแสดงฝีมือ นั่นก็คือ บรรดา “นักรบเศรษฐกิจ” ทั้งหลาย…ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ความจริงเหล่านักรบเศรษฐกิจก็ได้ทำงานคู่ขนานกับนักรบเสื้อกาวน์ มาตลอด ได้มีการเตรียมยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี จัดเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ เตรียมโครงการ เตรียมเงินที่จะใช้จ่ายก้อนมหาศาลเอาไว้แล้วเรียบร้อย

บางอย่างก็ลงมือปฏิบัติบ้างแล้ว โดยเฉพาะมาตรการเยียวยาทั้งหลายที่ดำเนินการไปอย่างชนิดฝุ่นตลบ ดังที่เป็นข่าวคราว

เรียนตรงๆ ว่าไม่ใช่ “ศึก” ที่ง่ายเลย สำหรับนักรบเศรษฐกิจ…เพราะเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และหนักหนาที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย

เป็นที่มาของการตรวจแถว สำรวจนักรบเศรษฐกิจระดับ “แม่ทัพ” หรือระดับ “ขุนพล” ต่างๆ ของผมในวันนี้

ใจหายเลยครับ เมื่อพบว่าแม่ทัพหลายๆ ท่านจะต้องลงจากตำแหน่งก่อนที่การรบจะเข้าขั้นแตกหัก เพราะได้เวลาเกษียณอายุกันแล้ว

ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เกิดเมื่อ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2503 อายุครบ 60 ปี วันที่ 23 กรกฎาคม แต่ได้แถม ตามระเบียบราชการไปเกษียณวันที่ 30 กันยายน 2563

ท่านปลัดกระทรวงการคลัง ประสงค์ พูนธเนศ เกิด 18 ตุลาคม 2502 อายุครบ 60 ไปตั้งแต่ 18 ตุลาคมปีที่ผ่านมา และได้แถมเช่นกันจะไปเกษียณวันที่ 30 กันยายน 2563 อีกท่าน

ก่อนหน้านี้ มีขุนพลของรัฐวิสาหกิจเกษียณไปแล้ว 1 ท่าน ได้แก่ คุณ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท. เมื่อ 18 หรือ 19 พ.ค.ดังที่ผมเขียนถึงท่านไปแล้ว

อีกไม่กี่วันข้างหน้า น่าจะเป็น 15 มิถุนายน จะถึงคิวของคุณ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผอ.ธนาคารออมสิน ซึ่งอายุครบ 60 เช่นกัน และครบแล้วเกษียณเลย ไม่ได้แถมเหมือนขุนทัพภาคข้าราชการที่เอ่ยถึงทั้ง 2 ท่านข้างต้น

อีก 1 แม่ทัพต้องถือว่าแม่ทัพสำคัญระดับแม่ทัพ 1 หรือแม่ทัพ 2 ด้านเศรษฐกิจเลยละ ได้แก่ ท่านผู้ว่าการธนาคารประเทศไทย

ดร.วิรไท สันติประภพ นั่นเอง ท่านจะครบเทอม 5 ปี ของการเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึง และโดยกติกาของแบงก์ชาติจะต้องเปิดสมัครคัดเลือกใหม่ ซึ่งท่านก็ยังมีสิทธิสมัครได้อยู่

แต่ท่านเพิ่งให้ฝ่ายสื่อสารองค์กรของแบงก์ชาติแถลงว่า ท่านไม่ประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคัดเลือกสำหรับการดำรงตำแหน่งวาระที่ 2 ด้วยเหตุผลด้านครอบครัว

ท่านเกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2512 จะมีอายุ 60 ปี 25 ธันวาคม 2572 หรืออีก 9 ปีจากนี้ไป หากได้ต่ออีก 1 สมัย ก็แค่อายุ 56 ปีเท่านั้น

ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติจะเป็นแกนหลักในการบริหารเงิน 4 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 ซะด้วยสิ ผมถึงได้บอกว่าท่านมีความสำคัญระดับแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่ก็ภาคที่ 2 อะไรอย่างนั้น

ใครจะมาเป็นขุนพลสำคัญกู้เศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ในฐานะผู้ว่าการแบงก์ชาติ โปรดติดตามต่อไปนะครับ.

“ซูม”