ฝันไกลของอังกฤษ

โล่งใจไปหลายๆเปลาะเลยครับสำหรับแฟนๆ “สิงโตคำราม” ทั้งหลายที่ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ สิงโตอังกฤษ ตะปบ ไวกิ้ง สวีเดน ไปได้ 2-0 คว้าชัยชนะอย่างหมดจดในศึกรอบ 8 ทีม คืนที่สองคู่แรก

แม้จะยังมีลูก “เอ๋อ” บ้างตามแบบฉบับทีมชาติ อังกฤษ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าโอเค เหนือกว่านักเตะสวีเดนในทุกกระบวนท่า

credit : https://twitter.com/fifaworldcup

ลูกแรกของสิงโตคำรามมาจากการเตะมุมในนาทีที่ 29 โดยการโหม่งเข้าสุดแรงของ แฮร์รี แม็คไกวร์ กองหลังจอมหนึบ จากการเปิดลูกจากมุมซ้ายของ แอชลีย์ ยัง

ส่วนลูกสองมาในครึ่งหลังประมาณนาที 59 เจสซี ลินการ์ด ป้ายลูกเข้ากลางให้ เดเล อัลลี โหม่งโล่งๆ สุดสวยไม่แพ้ลูกแรก

จริงๆ แล้วสิงโตคำรามน่าจะได้อีกสัก 2 หรือ 3 ลูกเป็นอย่างน้อย แต่พลาดกันไปเองอย่างน่าเสียดาย และขณะเดียวกันก็ควรเสียไม่ต่ำกว่า 3 ลูก แต่วันนี้นายทวาร จอร์แดน พิคฟอร์ด ฟอร์มเด่น เป็นพิเศษ พุ่งเซฟเอาไว้ได้อย่างมหัศจรรย์

credit : https://twitter.com/fifaworldcup

ทันทีที่การแข่งขันจบลง กุนซือไวกิ้ง ยานเน ฮันเดอร์สัน ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความชื่นชมนักเตะอังกฤษที่เล่นได้เหนือกว่าในวันนี้

“ผมไม่แน่ใจว่าเราทำอะไรผิดไปบ้าง แต่มั่นใจได้ว่าพวกเขา (อังกฤษ) เล่นได้เหนือกว่าพวกเราในวันนี้…อังกฤษเป็นทีมที่ดีและแข็งแกร่ง วันนี้พวกเขาท็อปฟอร์มมากและน่าจะพุ่งไปได้อีกไกล พวกเขามีอะไรหลายอย่างที่พร้อมจะเป็นแชมป์ได้”

สำหรับ เซาธ์เกต นายใหญ่ของสิงโตคำรามยอมรับว่าหายใจโล่งอก และผ่านวันนี้ไปได้เพราะความแข็งแกร่งและสปิริตของลูกทีม

“ผมหวังว่าแฟนๆ ของเราจะมีความสุขมากในคืนนี้ เพราะโอกาสแบบนี้มิใช่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ…มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อจริงๆ”

credit : https://twitter.com/fifaworldcup

ใช่! ถ้า เซาธ์เกต หมายถึงโอกาสในการเข้าสู่รอบ 4 ทีม นี่คือครั้งแรกในรอบ 28 ปี นับจากครั้งท้ายสุดที่อังกฤษทำได้เมื่อปี 1990

ครั้งนั้นอังกฤษเข้ารอบเซมิไฟนอลแล้วไปแพ้ เยอรมันตะวันตก ด้วยการยิงลูกโทษ 3-4 ประตู หลังต่อเวลาเสมอกัน 1-1 เป็นหนึ่งในภาพหลอนของการแพ้ยิงลูกโทษของสิงโตคำราม

แต่สำหรับครั้งนี้เซาธ์เกตอาจมองลึกไปกว่านั้น คือจะไม่หยุดอยู่ที่ 4 ทีมแล้ว…แต่จะมองข้ามไปถึงการเข้าชิงแชมป์โน่นเลย

ด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ “จ่าแฉ่ง” อ่านใจเซาธ์เกตเช่นนี้ต้องมาดูที่ผลการแข่งขันคู่สองครับ

credit : https://twitter.com/fifaworldcup

สำหรับคู่ดึกตอนตี 1 ระหว่าง โครเอเชีย กับ รัสเซีย เจ้าภาพ ก็ต้องถือว่าเป็นคู่สุดมันส์อีกคู่หนึ่งของฟุตบอลโลก 2018 ที่สมควรบันทึกไว้

จ่าแฉ่ง กราบเรียนแล้วว่า ชื่อประเทศซึ่งเป็นทีมลูกหนังระดับ B+ ฟังแล้วอาจไม่น่าสนใจนัก และผู้คนจำนวนมากอาจเลือกที่จะเข้านอน

ขอบอกว่าใครที่เข้านอนซะก่อนถือว่าตกข่าว หรือพลาดอย่างแรงเลยครับ เพราะเมื่อ B+ กับ B+ เจอกัน ผลลัพธ์จึงออกมาเป็น A+ คือสนุกอย่างเหลือเชื่อ

ทั้ง 2 ทีมเล่นกันแบบไม่มีหยุด ไม่มีอู้ เว้นแต่เจ็บจริง ทำให้เกมลื่นไหลไปตลอด แล้วก็มีสกอร์ทั้งในช่วง 90 นาที และช่วงต่อเวลาหมีขาว เจ้าภาพ ออกนำก่อน จาก เดนิส เชรีเชฟ ที่ซัดเข้าประตูอย่างสุดงามในนาทีที่ 31

credit : https://twitter.com/fifaworldcup

แต่อีก 8 นาทีถัดมา อันเดรย์ ครามาริช ของตาหมากรุก ก็โขกลูกเตะมุมไล่เป็นเสมอ 1-1

มาถึงช่วงต่อเวลา นาทีที่ 100 ถ้วน ตาหมากรุก โดย โดมากอย วิดา ก็โหม่งลูกเผาขน ขึ้นนำ 2-1 ทำให้โครเอเชียได้เปรียบ และมองเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม

แต่ อลัน ชาโกเยฟ ทีมเจ้าภาพก็ซัดลูกโทษริมเขต ตีเสมอเป็น 2-2 ได้อีกในนาที 115

เหลืออีก 5 นาทีบวกทดเจ็บ ทีมเจ้าภาพ ซึ่งดูแข็งแกร่งกว่าเดินหน้าบุกแหลก ในขณะที่ผู้เล่นของโครเอเชียหลายคน โดยเฉพาะนายทวาร ดานิเยล ซูบาซิซ ออกอาการเจ็บกล้ามเนื้อ เดินกะโผลกกะเผลก

ทว่ารัสเซียก็กลับทำอะไรไม่ได้ และนายทวาร ที่บาดเจ็บ ซึ่งเปลี่ยนตัวไม่ได้ เพราะหมดโควตาแล้วก็กลับฟื้นมาเซฟสวยๆ ได้ถึง 2 ลูกซ้อนๆ ทำให้ จบลงที่ 2-2 ต้องมาฎีกาต่อด้วยลูกโทษ

ผล…หมากรุกแม่นกว่า จิตใจแข็งแกร่งกว่า เฉือนโทษไป 4-3 เข้าไปเจออังกฤษในเซมิฯ ต่อไป

ความสะบักสะบอมของ โครแอต ที่กว่าจะเอาชนะ หมีขาว ได้ในวันนี้ แม้จะมีเวลาพักอีก 2 วันเต็มๆ คือ จันทร์ 9 ก.ค. และอังคาร 10 ก.ค. แต่ต้องเล่นกับอังกฤษในวันพุธที่ 11 ก.ค. น่าจะฟื้นยาก

ทำให้ “จ่าแฉ่ง” เชื่อว่าเซาธ์เกตก็มองออกและไม่มองเพียงโอกาสทองของการเข้ารอบ “เซมิไฟนอล” ในห้วงเวลา 28 ปีเท่านั้น

แต่คงจะมองถึง “โอกาสเพชร” เลยก็ได้ ที่อังกฤษจะเข้าสู่รอบ “ไฟนอล” หรือเข้าชิงแชมป์โลกอีกครั้งในรอบ 52 ปี นับแต่ปี 1966 เป็นต้นมา.

“จ่าแฉ่ง”