“ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง กรุงเทพฯ” ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งระดับดาวมิชลิน ในบรรยากาศเป็นกันเอง

ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง เป็นร้านอาหารมิชลินสตาร์ที่เก๋ ทันสมัย มีสไตล์ เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสคลาสสิกที่ใช้เทคนิกการปรุงแบบฝรั่งเศสดั้งเดิม เปี่ยมด้วยคุณภาพ ความสนุกสนาน และเป็นมิตร

โดยร้านจะมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารในทุกระดับราคา ในบรรยากาศรื่นรมย์ เป็นกันเอง ต่างจากห้องอาหารฝรั่งเศสโดยทั่วไป จึงนิยามตัวเองว่าเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ และเข้าถึงได้ ยึดมั่นอยู่ในหลักการการปรุงอาหารของผู้ก่อตั้ง นั่นคือเชฟชื่อดัง โจเอล โรบูชง ในข้อที่ว่าเขาต้องการให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย แต่มีความเป็นส่วนตัว มีความอบอุ่น และไม่ติดอยู่กับกฏเกณฑ์ใดๆในการรับประทานอาหาร

มร. โรบูชงใช้วิสัยทัศน์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างร้านอาหารแห่งนี้ เขาต้องการสร้างความใกล้ชิดระหว่างเชฟและผู้รับประทานอาหาร และโชว์ฝีมือการปรุงอาหารต่อหน้าผู้รับประทาน ทางร้านจึงออกแบบให้เป็นครัวเปิด มีเคาน์เตอร์และที่นั่งล้อมรอบ เปิดโอกาสให้ผู้รับประทานอาหารได้มองเห็นความเป็นไปในครัว

ร้าน ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง กรุงเทพฯ ได้รับการออกแบบตกแต่งโดย มร. ปิแอร์-อีฟ โรชง ดีไซเนอร์มีชื่อเสียง โดยออกแบบในสไตล์ ‘อัตเตอลิเย’ หรือ ‘เวิร์คช็อป’ ใช้โทนสีดำและแดง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากความเรียบง่ายของครัวแบบญี่ปุ่น ผสมผสานกับบรรยากาศครึกครื้นสไตล์ทาปาสบาร์แบบสเปน ลักษณะการออกแบบบวกกับความเคลื่อนไหวในครัวที่มองเห็นได้จากภายนอก ช่วยสร้างความเป็นกันเอง ความสนุกสนานได้อย่างดี ทำให้การรับประทานอาหารเป็นไปด้วยความเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

ภายในร้านอาหารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ‘ลัตเตอลิเย’ และ ‘ลา เทอเรซ’ โดยที่นั่งในส่วนลัตเตอลิเยได้รับการจัดวางรอบๆ ครัวเปิด เชฟปรุงอาหารต่อหน้าลูกค้าที่นั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ ส่วนลาเทอเรซเป็นพื้นที่รับประทานอาหารแบบปกติทั่วไป โดยจะมีห้องส่วนตัว 2 ห้อง สำหรับลูกค้าที่ต้องการความสงบ ผ่อนคลาย และเป็นส่วนตัว

ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง กรุงเทพฯ เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสแบบคลาสสิกและร่วมสมัย โดยใช้สูตรของโจเอล โรบูชงพ่อครัวอัจฉริยะและผู้ก่อตั้งร้าน ผู้ผ่านงานด้านอาหารมาอย่างโชกโชน และยังเป็นเชฟที่ได้รับดาวมิชลินมากที่สุดในโลก อาหารของร้านได้รับการจดจำว่าเป็นอาหารฝรั่งเศสแบบคลาสสิก และเสิร์ฟเหมือนที่สาขาประเทศฝรั่งเศส แต่ใช้เกลือน้อยกว่า เพื่อให้ถูกปากคนไทย

หลังจากปรับปรุงภาพลักษณ์ ทำให้ร้านเข้าถึงง่ายมากขึ้น นั่นหมายถึงลูกค้าสามารถเลือกอาหารได้อย่างเสรี สามารถเลือกได้แบบจานเดียว หรือเป็นคอร์ส จัดบริการสำหรับทุกรสนิยมและความต้องการ เมนูปรับใหม่ให้เข้ากับอาหารตามฤดูกาล หมุนเปลี่ยนประมาณห้าครั้ง ครั้งหนึ่งประมาณสองถึงสามสัปดาห์

เชฟของเราเสาะหาวัตถุดิบที่ได้คุณภาพดีที่สุด เป็นวัตถุดิบจากท้องถิ่น 40% และ อีก 60% เป็นการนำเข้า วัตถุดิบในประเทศมีทั้งผักออร์แกนิกคุณภาพเยี่ยม และผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งเครย์ฟิช (นำส่งแบบเป็นๆ) ไก่เบรส พีช อโวคาโด และผักชีสด

สำหรับรสชาติแบบฝรั่งเศสที่แท้จริง ร้านได้นำเข้าปลาโดเวอร์โซลจากบริททานี แกะจากพิเรนีส คาเวียร์จากโซโลญน์ นกกระทาจากวองดี และทรัฟเฟิลดำจากเปริกอร์ด นอกจากนี้ยังมีเนื้อวากิวจากญี่ปุ่น คิงแคร็บจากอลาสก้า ไอเบอริโก้แฮมและน้ำมันมะกอกจากสเปน หอยเชลล์จากฮอกไกโด และอีกมากมาย

ในส่วนของไวน์นั้นร้านของเรามีไวน์ให้เลือกมากมาย ทั้งไวน์จากโลกเก่าและโลกใหม่ ในราคาระหว่าง 1,200 ถึง 680,000 บาท ต่อขวด หรือสามารถสั่งเป็นแก้วได้ ในราคาระหว่าง 400 ถึง 1,000 บาท เป็นครั้งแรกที่ร้านมีการคิดค่าเปิดขวด 1,500 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไวน์ที่ลูกค้าชื่นชอบมาดื่มได้

ทางร้านก็ยังมีซอมเมอลิเยร์สองคน (สแปนิช และคนไทย) ที่พร้อมให้คำแนะนำและตอบคำถามเกี่ยวกับการจับคู่อาหารกับไวน์

ไวน์เป็นแก้วที่แนะนำสำหรับช่วงเวลาอาหารกลางวัน อาทิเช่น 2015 Pinot Blanc ‘Mise du Printemps’ Domaine Josmeyer (400 บาท) 2015 Riesling ‘Brauneberger’ Qba Fritz Haag (450 บาท) และ 2015 Arbois Pinot Noir ‘Sous la Tour’ S.Tissot (650 บาท)

สำหรับอาหารค่ำมีบริการไวน์เป็นแก้วด้วยเช่นกัน ได้แก่ N.V Veuve Clicquot Brut Yellow Label (900 บาท) 2015 Chablis Grand Cru ‘Le Clos’ Domaine Christian Moreau (980 บาท) และ  2012 Brunello di Montalcino, Renieri (600 บาท)

สำหรับ เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ โอลิวิเยร์ ลิมูแซง เป็นหัวเรือใหญ่ของครัว ก่อนมาร่วมงานกับลัตเตอลิเย กรุงเทพฯ เชฟผู้กวาดรางวัลมากมายเริ่มอาชีพทำอาหารในฐานะหัวหน้าครัวที่ Le Bellecour เมื่ออายุ 18 ปี สามปีหลังจากนั้น เชฟชาวฝรั่งเศสผู้นี้ย้ายมาที่ Amphycles ร้านอาหารระดับมิชลิน 2 ดาว โดยยังคงเป็นหัวหน้าครัว แต่ในที่สุดก็ได้รับเลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยเชฟภายใน 5 ปี

หลังจากนั้น เขาย้ายมาที่ Le Taillevent ร้านอาหารระดับมิชลิน 3 ดาวเพื่อฝึกมืออยู่ 2 ปี ก่อนกลับไปทำที่ Le Bellecour ซึ่งเขาได้เป็นหัวหน้าเชฟ และได้รับดาวมิชลินเป็นครั้งแรก หลังจากทำงานที่ Le Bellecour 3 ปี มร.ลิมูแซงได้รับเชิญให้ร่วมงานกับมร. โรบูชง และเปิด La Table de Joel Robuchon ที่ปารีส ในปี 2003 ซึ่งเขาได้ดาวมิชลินอีก 2 ดวง หลังจาก 2 ปีที่ประสบความสำเร็จ เขาย้ายไปลอนดอนเพื่อเปิดลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง ลอนดอน และได้รับดาวมิชลิน 2 ดวง หลังจากบริหารงานที่ลัตเตอลิเย ลอนดอนจนประสบความสำเร็จถึง 8 ปี เขามุ่งหน้ามากรุงเทพฯด้วยภารกิจเปิดร้านอาหารลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบุชง กรุงเทพฯ ซึ่งเขาก็ได้รับดาวมิชลิน 1 ดวงในปี 2017

เชฟเป็นคนที่ทุ่มเทให้การทำงาน เคยร่วมรายการทำอาหารทางโทรทัศน์หลายรายการ เช่น ‘Bon Appetit Bien Sur’ ‘Cartes Postales Courmandes’ และ ‘มาสเตอร์ เชฟ อังกฤษ และประเทศไทย’ เชฟเป็นคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาจึงพร่ำบอกเพื่อนร่วมงานเสมอถึงคติประจำใจของเขา นั่นก็คือ “กุญแจสู่ความสำเร็จทางธุรกิจก็คือการทำให้ลูกค้าพึงพอใจ”

มร. เจียนวิโต ซิซซี่ ผู้จัดการร้านชาวอิตาเลียนเพียงผู้เดียวในทีม เป็นชาวเมืองมาร์ติน่า ฟรังกา เมืองในแคว้นปูเกลีย ทางตอนใต้ของอิตาลี เขาเข้าเรียนในวิทยาลัยการบริหารร้านอาหาร และการบริการที่อิตาลี มร. ซิซซี่เป็นคนรักอาหาร และนักเดินทาง เขาให้ความใส่ใจกับการทำให้ลูกค้าพึงพอใจพอๆกับการค้นพบวัฒธรรมใหม่ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาค่อยๆก้าวหน้าในการงานไปทีละขั้น โดยผ่านงานจากโรงแรมระดับห้าดาว ไปจนถึงร้านอาหารระดับดาวมิชลิน เช่น Hotel Hermitage, La Sommita – Ristorante Cielo, และ The Grand Hotel Kalidria & Thalasso Spa การทำงานพาให้เขาได้เดินทางไปยังเมืองต่างๆ เช่นสหรัฐอเมริกา ตุรกี และยุโรปตะวันออก เขาร่วมงานกับลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง ที่ปารีส ในปี 2012 ซึ่งในขณะนั้นได้รับดาวมิชลิน 1 ดวง เขามาประจำที่ลัตเตอลิเย กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2014 และในปี 2017 ร้านก็ได้รับดาวมิชลิน 1 ดวง

ลัตเตอลิเยมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง มีทุกรุ่นอายุและงบประมาณ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ ครอบครัว ผู้บริหาร และนักชิม ด้วยความพร้อมของสถานที่ ลูกค้าสามารถมาจัดงานฉลองโอกาสพิเศษได้ เช่น วันเกิด หรือวันครบรอบต่างๆ และยังเหมาะสำหรับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันสำหรับผู้บริหาร หรือพาแขกหรือเพื่อนร่วมงานมาสังสรรค์แบบสุดพิเศษในมื้อค่ำ ร้านยังถูกใจคนรุ่นใหม่ที่มีความชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสแบบต้นตำรับ แต่เสิร์ฟในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง ในวันหยุดสุดสัปดาห์พ่อแม่ก็พาลูกๆ มารับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยเช่นกัน

ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง ในประเทศไทย เป็นแห่งที่ 11 ของลัตเตอลิเยทั่วโลก สำหรับที่ตั้งในกรุงเทพฯ อยู่ที่ ชั้น 5 อาคารมหานคร คิวบ์ โครงการมหานคร (สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี) เปิดทำการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30 – 14.30 น. และ 18.30 – 22.30 น.