เชิญชมนิทรรศการ “Luminous นัยแสง” 4 – 27 มิ.ย.นี้

หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เชิญผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการ “Luminous นัยแสง” ซึ่งเป็นนิทรรศการศิลปกรรมสะสมมหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 4 – 27 มิถุนายน 2561 ณ ห้องนิทรรศการหลัก

“Luminous นัยแสง” เป็นนิทรรศการที่คัดสรรและจัดแสดงโดยหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อแสดงถึงพัฒนาการของผลงานศิลปะที่ให้สาระสำคัญต่อ “แสง” ผ่านผลงานของ 6 ศิลปิน ในคลังสะสมของมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้แก่ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ปรีชา เถาทอง, สุวิชาญ เถาทอง, ผ่อง เซ่งกิ่ง, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข และ อัศนีย์ ชูอรุณ

ชมนิทรรศการและทำความเข้าใจกับแสงรอบตัวเราที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ ผ่านการสังเกตแสง เงา และสีของแสง ไปพร้อมกับเรียนรู้เส้นทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ในห้องกิจกรรมการเรียนรู้

แสงคือชีวิต คือการดำรงอยู่ แสงคือความหวัง แสงคือพรจากฟากฟ้า แสงจะดำรงอยู่ต่อไปไม่หนีหายแม้จะมีวิวัฒนาการที่แปรเปลี่ยน

แสง คือ สิ่งที่ไร้ซึ่งการจับต้องทางกายภาพ เราเห็นแสงได้ก็ต่อเมื่อมีรูป (วัตถุ) มาแทรกระหว่างกลาง เมื่อแสงกระทบวัตถุที่ทึบ จึงเกิดเป็นเงา แสงและเงา กลายเป็นคู่ตรงข้าม ราวกับมีขาวมีดำ แสงเดินทางจากแหล่งกำเนิดหลักอย่างดวงอาทิตย์โดยใช้เวลาเฉลี่ยราว 8.3 นาทีจนมาถึงพื้นโลก เป็นสิ่งจำเป็นต่อสรรพสิ่งและหล่อเลี้ยงชีวิตให้ดำรงอยู่ ในอดีตมนุษย์พึ่งพาแหล่งพลังงานแสงแห่งเดียงคือดวงอาทิตย์ เมื่อผ่านกาลเวลาจึงค่อยๆ คิดค้นการสร้างแสงในรูปแบบต่างๆ เพื่อการส่องสว่างและดำรงชีพอื่นๆ จนถึงเมื่อวิทยาศาสตร์เข้ามาเติมเต็มความสว่างไสวของมนุษย์ด้วยสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ จึงเกิดการคิดค้นแหล่งกำเนิดแสงแหล่งใหม่ขึ้น

ในเส้นทางของประวัติศาสตร์ศิลปะที่เดินทางมาอย่างยาวนาน “แสง” คือสิ่งคู่ขนานที่อยู่คู่มากับการแสดงออกทางศิลปะทุคยุคทุกสมัย แรกเริ่มอาจเป็นเพียงเครื่องช่วยในการมองเห็นวัตถุ เรื่อยมาจนเป็นปัจจัยหลักในการแสดงออกของศิลปะ แสงอาจเป็นปัจจัยเริ่มแรกในการก้าวข้ามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้แสงที่ส่องสว่างลงมาจากฟากฟ้าในภาพ เพื่อแสดงออกถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า หรือการเปลี่ยนทิศทางของแสงเพื่อมุ่งให้ความสำคัญกับต่อการเปล่งประกายความเป็นมนุษย์ในยุคต่อมา เรื่อยมาจนถึงยุคสมัยใหม่ที่สามารถจำแนกแสงว่ามิได้เป็นเพียงแค่สีเดียวอีกต่อไป โลกทัศน์ของโลกสมัยใหม่นี้ได้ทำให้เราเห็นแสงในหลากหลายสีสันและหลากหลายมิติ

ในช่วงทศวรรษที่ 2510 ถึง 2520 ในพื้นที่ของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินับได้ว่าเป็นช่วงเวลารอยต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของผลงานศิลปะในประเทศไทย โดยในช่วงต้นทศวรรษที่ 2510 ความเป็นนามธรรมได้เข้ามากระทบพื้นที่สร้างสรรค์ดังกล่าวและเรื่อยมา จนถึงต้นทศวรรษที่ 2520 ที่ผลงานได้พัฒนาจนเป็นการใช้วัสดุผสม/จัดวาง แต่ที่น่าสนใจคือ ยังมีผลงานอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงสร้างสรรค์ผลงานในแนวทางเหมือนจริง และให้ความสำคัญต่อทักษะฝีมือและทัศนธาตุที่เฉียบคม โดยในช่วงเวลาประมาณ 10 ปีนั้น เราได้เห็นการใช้แสงในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างน่าสนใจ

จาก “แสง” ที่เป็นปัจจัยต่อการส่องสว่างต่อวัตถุและส่งผลให้เกิดภาวะของภาพเหมือนจริง เรื่อยมาจนสู่การตัดทอนรูปทรงด้วยการใช้แสง ผลงานของศิลปินทั้ง 6 เป็นเพียงตัวอย่างงานบางส่วนที่คัดสรรมาเพื่อให้เห็นภาพความเป็นไปของแสง ที่ได้สาดส่องผลงานศิลปกรรมแห่งชาติเรื่อยมาตั้งแต่อดีต

นิทรรศการนี้อยู่ภายใต้โครงการศิลปกรรมสะสมมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากรได้คัดสรรผลงานจากคลังสะสมของมหาวิทยาลัย มาจัดแสดงเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และเสริมความเข้าใจในศิลปะผ่านหัวเรื่องต่างๆ ผลงานในคลังสะสมนี้ล้วนเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดศิลปกรรมระดับชาติ ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติและศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ซึ่งถือเป็นเวทีหลักของพัฒนาการสร้างสรรค์ศิลปกรรมในวงการศิลปะของไทย